วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559

First Meeting EP.16 Ford Everest MY2016 : หน้าโหด เซฟตี้โหด ราคาก็โหดเช่นกัน

  ในปี 2015 ที่ผ่านมา น่าจะเป็นปีทองของรถในกลุ่มตลาดกระบะดัดแปลง หรือ PPV เลยก็ว่าได้ ค่ายรถทั้งหลายต่างมีรถโมเดลใหม่มาเปิดตัวเพื่อแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดกันอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี 2016 นี้ ก็คาดว่าจะยังมีการเปิดตัวรถ PPV รุ่นใหม่ที่จะมีการปรับโฉมเพิ่มเติมอีกเช่นกัน 

  และไฮไลต์สำหรับ PPV ใหม่ที่สำคัญที่ประเดิมเปิดตัวและเปิดขายในช่วงต้นปีที่ผ่านมา นั่นก็คือ Ford Everest โฉมใหม่นั่นเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้มีการเปิดตัวต้นแบบ ก่อนจะเปิดตัวเวอร์ชั่นขายจริงที่ไม่ได้ต่างอะไรจากต้นแบบเลย และรถคันนี้ก็มาวิ่งทดสอบในไทยนานพอสมควร แม้จะมีการเปิดขายและเปิดจองในช่วงงาน Motor Show 2015 แล้วก็ตาม ค่าย Ford ก็ยังคงนำรถมาวิ่งอ่อยเรียกกระแสชาวบ้านต่อไปจนกว่าจะถึงช่วงเวลาที่พวกเขาเริ่มส่งมอบกันจริงๆ นั่นคือราวๆเดือนสิงหาคม ซึ่งถือว่า Toyota Fortuner ได้เปรียบตรงนั้นไป เพราะถึงจะเปิดตัวทีหลังในเดือนกรกฎาคม แต่รายนี้ส่งมอบรถเลยทันที อีกทั้งยังมีการเปิดตัว Mitsubishi Pajero Sport ใหม่เข้ามาเสริมทัพอีก คนที่เคยรอ Everest ไม่ไหว ก็อาจจะมีถอนจองแล้วไปเอา Pajero Sport เช่นกัน

   อันที่จริงแล้วผมกะจะเขียนบทความของรถคันนี้ตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว แต่เนื่องด้วยรูปภาพตัวรถที่ถ่ายมายังไม่ค่อยมี (เพราะตอนเปิดตัวในงาน Motor Show 2015 เขาให้เวลาชมรถแค่ 10 นาทีเท่านั้น และคนเข้าไปดูเยอะมาก เลยทำให้ไม่สามารถถ่ายรายละเอียดตัวรถได้มากพอ) รวมถึงปัจจัยต่างๆอีกหลายอย่างทำให้แผนการเขียนยืดมาจนถึงปีนี้ ซึ่งน่าจะเป็นจังหวะพอดี เพราะ Ford ก็มีการปรับราคาและเพิ่มระบบความปลอดภัยใหม่ๆเข้ามาพอดี จึงน่าจะเป็นการดีที่จะเริ่มทำบทความเรื่องนี้ และอัพเดตข้อมูลใหม่กันไปเลย

   รูปลักษณ์ภายนอกของรถนั้น มากับภาพลักษณ์ที่ดูแข็งแกร่งตามเจตนารมณ์ของค่ายอยู่แล้ว แน่นอนว่า Ford Ranger ก็มีรูปลักษณ์ที่แมนๆแข็งๆถึก ฉะนั้นแล้ว เจ้า Everest ก็คงไม่ทิ้งจุดนี้ไป ทำให้ PPV คันนี้ดูเป็นรถขาลุยและเหมาะสำหรับคนที่ชอบภาพลักษณ์แบบเท่ แกร่ง ดุุดัน ต่างจาก Toyota Fortuner ที่เน้นไปทางหรูหรา ส่วน Mitsubishi Pajero Sport ก็จะเน้นไปทางความโฉบเฉี่ยว

ไฟหน้ารุ่น 2.2 Titanium 4x2 AT และ 3.2 Titanium 4x4 AT
ไฟหน้ารุ่น 3.2 Titanium+ 4x4 AT
   หน้าตาของรถที่ดูแข็งแกร่งดุดัน ด้วยกระจังหน้าแบบโครเมียม พร้อมโลโก้ขนาดใหญ่ สะกดสายตาผู้พบเห็นได้ดีทีเดียว กันชนออกแบบให้สอดรับเข้ากับหน้าตาอันแข็งแกร่งของ Everest ได้เป็นอย่างดี ในรุ่นท็อป 3.2 Tinanium+ 4x4 จะได้ไฟหน้าแบบ Projector พร้อมไฟ Daytime Running Lights (DRL) แบบ LED ส่วนรุ่นย่อยอื่นๆจะเป็นแค่ไฟหน้า Projector ธรรมดา และได้ไฟ DRL เป็นแบบฮาโลเจน

เส้นสายด้านข้างของรถดูเรียบง่ายสบายตา ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่สะกดสายตาด้วยชุดไฟท้ายแบบ LED พร้อมกับกันชนท้ายที่ออกแบบเพิ่มเติมลูกเล่นให้ดูแข็งแกร่ง นอกจากนั้นแล้ว ฝาท้ายของรถยังมีระบบฝาท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติ ในรุ่น 3.2 Titanium+ 4x4 AT เพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้นอีกด้วย

ล้ออัลลอยของรถจะมี 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว จะอยู่ในรุ่น 2.2 Titanium 4x2 AT และ 3.2 Titanium 4x4 AT ส่วนล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วนั้นจะอยู่ในรุ่น 3.2 Titanium+ 4x4 AT รุ่นท็อปสุดเท่านั้น

ภายในรุ่น 2.2 Titanium 4x2 AT และ 3.2 Titanium 4x4 AT
ภายในรุ่น 3.2 Titanium+ 4x4 AT สีเบจ
ภายในรุ่น 3.2 Titanium+ 4x4 AT สีดำ
   เข้ามาดูภายในห้องโดยสารของรถกันบ้าง ซึ่งคอนโซลนั้นได้ทำการออกแบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งคอนโซลแบบนี้ก็ได้ไปสถิตใน Ranger ใหม่เช่นกัน เพียงแค่ลดระดับความหรูลงไปจาก Everest นิดหน่อย แนวการออกแบบดูแข็งๆเรียบง่าย แต่มองได้นาน วัสดุภายในและการประกอบนั้นค่อนข้างดูดีและมีราคา โดยเฉพาะรุ่นท็อปที่ขึ้นตะเข็บบริเวณคอนโซล โดยภายในของรุ่นท็อปนั้น..ท่านสามารถเลือกสีภายในได้ 2 แบบคือ โทนสีดำ และ โทนสีน้ำตาล-เบจ ส่วนรุ่นย่อย 2.2 Titanium 4x2 AT และ 3.2 Titanium 4x4 AT จะเลือกได้แค่ภายในสีดำเท่านั้น (จากเดิมเป็นสีครีม)

พวงมาลัยรถเป็นแบบพาวเวอร์ไฟฟ้า EPAS ถือเป็นหนึ่งในออปชั่นที่คู่แข่งไม่มี และความไม่ธรรมดาอีกอย่างก็คือมาตรวัดรถที่มาแบบ Dual TFT คือจะมีมาตรวัดความเร็วตรงกลาง นอกนั้นแล้วจะแสดงผลข้อมูลเป็นแบบดิจิตอลทั้งหมด ซึ่งมีมาให้ทุกรุ่นใน Everest

กรอบช่องแอร์ใช้วัสดุสีมันวาว เพิ่มความหรูหราได้ไม่น้อย ทุกรุ่นจะได้หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วตรงกลางซึ่งไม่สามารถเล่น CD DVD ได้ ไม่น่าจะเป็นเรื่องซีเรียสอะไรเท่าไหร่ แต่ถ้ามีมาให้ก็น่าจะดี แต่ข้อเสียของจอตัวนี้คือต้องออกแรงจิ้มแรงๆเหมือน Ranger Wildtrak ไม่มีผิด ทุกรุ่นจะได้ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC™2 พร้อมการเชื่อมต่อ Bluetooth มีช่องต่อ USB จำนวน 2 จุด / SD Card และอีกประการหนึ่งก็คือ ทุกรุ่นจะได้ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแบบแยกซ้าย-ขวาให้อีกด้วยเช่นกัน ไล่ลงมาจนถึงฐานเกียร์จะเห็นปุ่มปรับระบบขับเคลื่อนมาให้ ซึ่งจะมีในรุ่น 3.2 Titanium 4x4 และ 3.2 Titanium+ 4x4 ส่วนเบาะนั่งคู่หน้าก็จะเป็นปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง

รุ่น 3.2 Titanium+ 4x4 จะมีการตกแต่งที่แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ นั่นก็คือการตกแต่งบริเวณคอนโซล และแผงประตูรอบคัน ในรุ่นนี้จะมีการตกแต่งด้วยวัสดุสีดำมันวาว การบุหนังบริเวณคอนโซลหน้า และเบาะนั่ง ค่อนข้างดูมีคุณภาพมากกว่ารุ่นรองลงมา ซึ่งจะตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินธรรมดา คอนโซลหน้าไม่มีตะเข็บเหมือน Ranger XLT

อีกจุดสังเกตในรุ่นท็อปก็คือ บริเวณคอนโซลฝั่งผู้โดยสารจะมีการสลักคำว่า Everest ซึ่งเพิ่มความโดดเด่นได้พอสมควร

จุดเด่นสำคัญของ Everest ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ หลังคาแบบ Panoramic Roof ในรุ่นท็อปสุดซึ่งเป็น PPV รายเดียวในไทยตอนนี้ที่ติดตั้งออปชั่นนี้มาให้ด้วย นอกจากนั้นแล้วเรายังสัมผัสได้ว่าวัสดุที่บุหลังคารุ่นท็อปนั้นเหมือนกับวัสดุในรถระดับหรู ซึ่งต่างจากรุ่นย่อยอื่นๆที่บุหลังคาด้วยผ้าแบบรถรุ่นอื่นๆ

แถวที่ 2 ของ Ford Everest นั้นถือว่านั่งสบายในระดับหนึ่ง มีปุ่มปรับระบบปรับอากาศด้านหลัง แต่มีช่องต่อไฟ AC ขนาด 230V 150W มาให้ด้วย และยังมีช่องต่อไฟ DC ขนาด 12 V มาให้อีกเช่นกัน

พื้นที่นั่งแถว 3 ได้ลองเข้าไปนั่งแล้วถือว่ายังพอรับได้ อาจจะติดเข่าเล็กๆน้อยๆสำหรับคนสูง 172 ซม. และร่างท้วมๆอย่างผม แต่การเข้าออกนั้นค่อนข้างทำได้ลำบากพอสมควร จุดเด่นของเบาะแถว 3 ของ Everest คือสามารถพับเก็บราบได้ เพียงแค่กดปุ่มควบคุมบริเวณด้านท้ายของตัวรถ ซึ่งระบบนี้จะมีให้เฉพาะตัวท็อปเท่านั้น

   สำหรับขุมพลังของรถนั้นมีให้เลือก 2 แบบด้วยกัน ได้แก่

- เครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค TDCi 2.2 ลิตร VG Turbo กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 3,200 rpm แรงบิดสูงสุด 385 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,500 rpm ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ระบบกันสะเทือนหลังแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์

-เครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค TDCi 3.2 ลิตร VG Turbo กำลังสูงสุด 200 แรงม้า ที่ 3,000 rpm แรงบิดสูงสุด 470 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 rpmระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบอัตโนมัติ พร้อมระบบ Terrain Management และเฟืองท้ายแบบ Locking Rear Differential ทั้งหมดส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์แบบธรรมดา

   สำหรับระบบความปลอดภัยของรถนั้น ทาง Ford ก็ได้ใส่ระบบความปลอดภัยต่างๆมาให้มากมาย โดยระบบเหล่านี้จะมีในทุกรุ่นย่อย
- ระบบป้องกันล้อล็อคและระบบกระจายแรงเบรก ABS-EBD
- ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP พร้อม ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัด HLA
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี Traction Control
- ระบบป้องกันความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ Rollover Mitigation
-  ระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง Trailer Sway Mitigation
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
- ถุงลมนิรภัยด้านข้างและม่านถุงลมนิรภัย
-  สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า
- กล้องมองหลัง
- ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน HDC (ยกเว้นรุ่น 2.2 Titanium)

ส่วนระบบความปลอดภัยต่อไปนี้จะมีให้ในรุ่น 3.2 Titanium+ 4x4 เท่านั้นครับ
- ถุงลมนิรภัยบริเวณหัวเข่าคนขับ
- ระบบตรวจจับรถในจุดบอด Blind Spot Information System
- ระบบตรวจจับรถขณะออกจากช่องจอด Cross Traffic Alert
- สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง
- ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ Adaptive Cruise Control
- ระบบเตือนการชนด้านหน้า Forward Collision Warning System 
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง Lane Keeping System
- ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ Auto High Beam Control
- ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ Driver Alert System

   สำหรับราคาค่าตัวของ Ford Everest ใหม่นั้น ค่าย Ford มีทางเลือกให้กับ Everest ทั้งหมด 3 รุ่นย่อยด้วยกัน โดยราคานี้จะเป็นราคาที่ปรับเพื่อรองรับภาษีใหม่ปี 2016 เป็นที่เรียบร้อยครับ
- รุ่น 2.2 Titanium 4x2 AT ราคา 1,389,000 บาท
รุ่นเริ่มต้น เครื่องเล็กแต่แรงพอตัว ออปชั่นและเซฟตี้จัดว่าเต็ม ใครที่ไม่สนใจเครื่องบล็อกโตๆ รุ่นนี้น่าจะเป็นที่น่าสนใจไม่น้อยเลย

- รุ่น 3.2 Titanium 4x4 AT ราคา 1,599,000 บาท
ออปชั่นและเซฟตี้ต่างๆนั้นเหมือนรุ่น 2.2 Titanium 4x2 AT ต่างกันแค่เครื่องเท่านั้น ใครคิดว่าเซฟตี้เท่านี้ ออปชั่นที่ไม่ได้ขี้เหร่ (ซึ่งมากพอแล้ว) ราคาที่ยังพอคบหาได้ เลือกรุ่นนี้เลย

- รุ่น 3.2 Titanium+ 4x4 AT ราคา 1,749,000 บาท
อยากได้ครบเครื่อง รายการออปชั่นและเซฟตี้ยาวเป็นหางว่าวเทียบเท่ารถยุโรป มีหลังคาพานอรามิก ล้อขอบ 20 นิ้ว รุ่นนี้หละใช่เลย จองเลยครับ..รออะไร

    เห็นราคาค่าตัวแล้ว...ถามว่าแพงไหม? ตอบเลยว่าแพงครับ โดยเฉพาะรุ่นท็อปสุดที่ราคาโดดกว่าค่ายอื่นเป็นอย่างมาก แต่เมื่อลองมาไล่ดูออปชั่นและระบบความปลอดภัยต่างๆที่ติดตั้งมาให้ ซึ่งมากมายก่ายกอง และมากกว่าค่ายคู่แข่งทั้งหลาย เลยทำให้พอเห็นความคุ้มค่าอยู่บ้างเช่นกัน แต่แน่นอนว่าต้องเป็นคนที่ใจรักและอยากได้จริงๆถึงจะยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อรถรุ่นนี้มาขับ

เห็นกล่าวชมกันมาขนาดนี้แล้ว ถามว่ารถคันนี้ยังมีบางส่วนที่ต้องปรับปรุงเพิ่มเติมแก้ไขหรือไม่ มีแน่นอนครับ โดยสิ่งที่อยากให้เพิ่มเติมแก้ไข คือ
- ไหนๆก็มีจอแล้ว ก็อยากให้ติดตั้งกล้องมองหลังให้ทุกรุ่นย่อย บางคนอาจมองว่าไม่จำเป็น แต่ราคาระดับนี้แล้ว ก็ควรจะติดตั้งมาให้เสียหน่อย อ้อ...ถ้าเล่น CD DVD ได้ด้วยก็จะดีมากเลย

- เพิ่มปุ่มสตาร์ทมาให้ทุกรุ่น เหตุผลเดียวกับอันแรก อาจมองว่าไม่จำเป็น แต่ราคาระดับนี้แล้ว ก็ควรจะติดตั้งมาให้ครับ

- ปรับปรุงการทำงานของจอสัมผัสให้ดีกว่านี้ ให้จิ้มแล้วติดง่ายๆหน่อย ไม่ต้องออกแรงมาก

- ปรับปรุงการเข้าออกแถว 3 ให้ทำได้ง่ายกว่านี้

นอกนั้นก็ไม่มีอะไรต้องแก้ไข

   สรุป..Ford Everest ใหม่ถือเป็นหนึ่งในรถอเนกประสงค์ PPV ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในตลาดเลยก็ว่าได้ โดยหน้าตารถถือว่ามีหน้าตาที่ดูดีใช้ได้เลย ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูเท่และแข็งแกร่ง ทำให้มันดูมีความเป็นรถ SUV ขาลุยอย่างแท้จริง ซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางที่ Ford อยากให้เป็น ภายในห้องโดยสารที่ดูหรูหราและมีคุณภาพ ทำให้ผู้โดยสารมีความรู้สึกสบายและสัมผัสความ Luxury ได้ในตัวรถคันนี้ อีกทั้งยังมีระบบความปลอดภัยของรถที่จัดมาให้แบบเต็มๆ ชนิดไม่อายใคร ทำให้ผู้ที่ซื้อรถรุ่นนี้จะมั่นใจในความปลอดภัยได้มากขึ้นไม่มากก็น้อยเมื่อได้อยู่ในรถที่มี Safety มากคันหนึ่ง แต่ก็ไม่ควรประมาทด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าสมบูรณ์แบบขนาดนี้ ใครๆก็ต้องอยากได้ แต่ปัญหานั้นคือ...เรื่องการผลิตที่ Ford เน้นการส่งออกเป็นหลัก ทำให้ยอดขายนั้นอาจจะไม่ได้มากตามความต้องการของผู้บริโภคที่มีสูง อีกทั้งยังมีปัญหาในเรื่องศูนย์บริการ ซึ่งแม้จะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังมีบางคนที่ยังไม่ลบความรู้สึกเก่าๆได้เสียที ซึ่ง Ford ก็ต้องใช้เวลาในการแก้ไขจุดๆนี้ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้ก็เพียงพอให้ Ford สามารถยืนหยัดเป็นหนึ่งในหัวแถวของ PPV ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

   
  มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น