วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559

All-New MINI Countryman (F60) เปลี่ยนใหม่สู่ความใหญ่และทันสมัยขึ้น

  หลังจากที่วิ่งทดสอบมานาน ล่าสุดก็เปิดเผยโฉมแล้วสำหรับ MINI Countryman โฉมใหม่ ภายใต้รหัสตัวถัง F60 ซึ่งเป็นเจเนเรชั่นที่ 2 ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นใน Los Angeles Auto Show 2016 ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้

   MINI Coumtryman โฉมใหม่นั้น ถือว่ายกระดับสัดส่วนให้ใหญ่โตขึ้นผิดกับชื่อยี่ห้อของพวกเขา โดยมีขนาดความยาวมากขึ้น 200 มม. กว้างขึ้นอีก 30 มม. ในขณะที่ฐานล้อของรถถูกเพิ่มความยาวอีก 75 มม. ดังนั้นทำให้ Countryman โฉมใหม่จะไปวางตำแหน่งทางการตลาดที่ใกล้เคียงกับ Audi Q3 ซึ่งผลจากการขยายสัดส่วนนั้น มีผลต่อห้องโดยสารเต็มๆ โดยเฉพาะพื้นที่จุสัมภาระด้านหลังที่เพิ่มขึ้นอีก 220 ลิตร กลายเป็น 450 ลิตร และจะเพิ่มขึ้นอีก 1,309 ลิตรเมื่อพับเบาะหลังลงไป

   ภายนอกของรถนั้นยังคงกลิ่นอายและรักษาดีไซน์จากรุ่นเดิมอยู่พอสมควร ภายนอกจะมากับไฟหน้าทรงเหลี่ยมและเรียวมากขึ้น ออกแบบกันชนหน้าที่ดูมีมิติและลูกเล่นมากกว่ารุ่นเดิม เส้นสายด้านข้างยังดูทรงคล้ายๆรุ่นเดิมอยู่มากแต่สังเกตว่าช่วงกระจกบานท้ายจนไปถึงเสา C จะยาวขึ้น สำหรับด้านท้ายนั้นจะมากับชุดไฟท้ายทรงใหม่ที่ทันสมัยกว่าเดิม มีการย้ายตำแหน่งป้ายทะเบียนจากเดิมที่ติดบนกันชน มาติดบริเวณฝาท้ายแทน นอกจากนี้แล้วฝาท้ายยังมีระบบเปิด-ปิดฝาท้ายอัตโนมัติแบบ SUV หรูๆรุ่นอื่นๆด้วย (อาจจะมีเฉพาะรุ่นท็อปๆหรือไม่ก็มีให้เลือกเป็นออปชั่น)

   ภายในห้องโดยสารยังคงกลิ่นอายความเป็น MINI เหมือนเดิม มีการออกแบบช่องแอร์ใหม่ให้แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ยังคงมากับชุดมาตรวัดและชุดหน้าจอทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ ดีไซน์ภายในโดยรวมจะมาแนวกลมๆเรียบๆ และดูเหมือนว่าจะจัดวางปุ่มต่างๆให้ดูใช้งานง่ายและสบายตากว่า MINI ตัวถังอื่นๆด้วย

  หนึ่งไฮไลต์สำคัญ ซึ่งเป็นครั้งแรกของรถกลุ่มเดียวกัน (หรือของโลกเลย) กับฟังก์ชันที่เรียกว่า Picnic Bench ซึ่งจะเป็นผ้าใบที่กางออกมาจากช่องเก็บสัมภาระ เพียงพอสำหรับผู้โดยสาร 2 คนที่จะมานั่งเล่นท้ายรถ

   MINI Countryman โฉมใหม่จะถูกสร้างบนพื้นฐานแพลตฟอร์ม UKL2 ที่ใช้ร่วมกับ MINI และ BMW รุ่นอื่นๆ และยังเป็นครั้งแรกของรถสัญชาติอังกฤษรายนี้ที่มีรุ่น Plug-In Hybrid มาให้เลือกด้วย

     ซึ่งในรุ่น Plug-In Hybrid จะมีชื่อรุ่นว่า MINI Cooper S E Countryman ALL4 จะยืมระบบขับเคลื่อนมาจาก BMW 225xe โดยจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 3 สูบ พละกำลัง 136 แรงม้า PS ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 88 แรงม้า PS ที่ติดตั้งบริเวณล้อหลัง รวมพละกำลังทั้งระบบ 224 แรงม้า PS พร้อมแรงบิด 385 นิวตัน-เมตร ถ้าใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียวๆจะสามารถทำความเร็วได้ 125 กม./ชม. สามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ 2.1 ลิตร/100 กม. หรือ 47.62 กม./ลิตร พร้อมอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ที่ 49 กรัม/กม. มีระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าเพียวๆ 40 กม.

   ส่วนขุมพลังอื่นๆนั้นก็จะยกมาจาก MINI ตัวถังอื่นๆมา ได้แก่
- MINI Cooper Countryman: เครื่องเบนซิน 1,499 CC. 3 สูบ พละกำลัง 136 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร
- MINI Cooper S Countryman: เครื่องยนต์เบนซิน 1,998 CC. 4 สูบ พละกำลัง 192 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด280 นิวตัน-เมตร
- MINI Cooper D Countryman: เครื่องยนต์ดีเซล 1,995 CC. 4 สูบ พละกำลัง 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 330 นิวตัน-เมตร
- MINI Cooper SD Countryman: เครื่องยนต์ดีเซล 1,995 CC.4 สูบ พละกำลัง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร

   ระบบส่งกำลังในรุ่นเบนซินและดีเซลบล็อกเล็ก (Cooper / Cooper S / Cooper D) จะส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดเป็นมาตรฐาน ส่วนเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดจะมีให้เลือกเป็นออปชั่นเสริม ส่วนเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดจะเป็นมาตรฐานในรุ่นดีเซลบล็อกใหญ่ Cooper SD และเป็นออปชั่นเสริมให้ในรุ่น Cooper S กับ Cooper D อีกด้วย

และสำหรับใครที่คิดว่าชอบความแรง ก็จงรอตัว John Cooper Works ที่น่าจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรเทอร์โบ พละกำลัง 228 แรงม้าแบบเดียวกับ JCW ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวตามมาในปีหน้าครับ

   สำหรับราคาค่าตัวนั้น MINI Countryman จะมีราคาเริ่มต้นที่ 22,465 ปอนด์ (ประมาณ 964,000 บาท) จนถึง 29,565 ปอนด์ (ประมาณ 1,265,000 บาท) ส่วนเมืองไทยคาดว่าน่าจะมีการนำเข้ามาขายในปีหน้าครับ สาวกมินิก็เก็บเงินรอได้เลย

ที่มา Carscoops / ภาพบางส่วน Netcarshow

มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น