วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ย้อนรอยวันวาน[6] : V.M.C. กระบะคนไทยที่ถูกคนไทยลืม!!!

  หากพูดถึงตลาดรถยนต์เมืองไทย ถือว่าเป็นตลาดที่ซื้อง่ายขายคล่อง และเป็นตลาดที่เป็นโจทย์สุดหินของค่ายรถหน้าใหม่ที่จะมาทำตลาดในไทย หากไม่ได้มาสร้างแลนด์มาร์คนานๆแบบเจ้าตลาด มวยรอง อะไรทั้งหลาย บอกเลยว่าโอกาสเกิดค่อนข้างยาก ถ้าไม่มีอะไรเด่นๆสะดุดตาเลยก็คงเกิดยากกันเข้าไปใหญ่ ไหนจะความเชื่อมั่น ศูนย์บริการ อะไรต่ออะไรอีก โอ๊ย...เยอะแยะ

   หากเราจะมาพูดถึงค่ายรถค่ายหนึ่งที่ใครอาจจะไม่รู้จัก และไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามเลย ซึ่งอยากจะบอกด้วยว่า แม้แต่ผู้เขียนก็ไม่เคยได้รู้จัก ไม่เคยได้ยินและไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน จนกระทั่งมีคนรอบข้างมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง และผู้เขียนจึงค้นหาเรื่องราวของรถคันนี้ตามเว็บไซด์ต่างๆแล้วเอามาตัดแปะ มาบอกเล่าให้ฟังกันนั่นเอง แล้วค่ายรถที่เราจะมาพูดถึง นั่นก็คือ V.M.C.

    หลายคนคงอ่านแล้ว โดยเฉพาะคนที่อายุต่ำกว่า 25 ปี (รวมถึงผู้เขียนซึ่งยังไม่เกิดเลยเสียด้วยซ้ำตอนนั้น) อาจจะไม่รู้จักและคงจะงงกันว่ามันคือยี่ห้ออะไรกัน และถ้าใครที่รู้จัก คงจะบอกได้ทันทีว่ามันคือรถยนต์ของคนไทยที่ผลิตขึ้นโดยคนไทย แต่ด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง ทำให้มันตายจากในเมืองไทยไปอย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่องค์ประกอบตัวรถนั้นแทบจะดีกว่าและเด่นกว่ารถกระบะค่ายญี่ปุ่นตอนนั้นหลายเท่ากันเลยทีเดียว ฉะนั้นแล้วเราจะพามาย้อนรอยกันครับ

  หากย้อนไปเมื่อเกือบ 30 กว่าปีที่แล้ว เมื่อราวปี 1975-1977 ก็มีคนไทยกลุ่มหนึ่งพยายามออกแบบ สร้างและผลิตรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันครับว่ายี่ห้ออะไร แต่ในความตั้งใจของคนไทยกลุ่มดังกล่าว ก็ไม่สามารถเดินไปถึงเป้าหมายที่ผันไว้และผลิตขายไม่ได้อันเนื่องมาจากประสบกับปัญหาเงินทุนและคู่แข่งจากต่างประเทศมีมาก อีกทั้งคนไทยยังเห่อของนอกด้วย ทำให้ แต่หลังจากนั้นพอมาถึงช่วงปี 1992-1994 ได้มีนักธุรกิจจากกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์มารวมตัวกันเพื่อผลิตรถกระบะ ขนาดหนึ่งตันภายชื่อ บริษัท สยาม วิ.เอ็ม.ซี.ยานยนต์ จำกัด ภายใต้โลโก้ V.M.C ใช้สัญลักษณ์เป็นวงกลมและมีตัว M อยู่ตรงกลาง



   และในปี 1995 รถกระบะของไทยนาม V.M.C ก็ได้เปิดตัวสู่สายตาชาวไทย ด้วยหน้าตาของรถที่เป็นการหยิบยกชิ้นส่วนจากรถ 2 ค่ายมาปะติดเข้าด้วยกัน หน้าตาและกระบะท้านของรถนี่มองแล้วรู้เลยว่าเอามาจาก Isuzu TFR กระบะสุดเทพของค่ายตรีเพชรสมัย แต่ในส่วนหัวเก๋งหรือตัวถังของรถกลับเอาของ Nissan Big-M มาใส่เสียดื้อๆ กลายเป็นการผสมผสานที่แหวกแนวกันเลยทีเดียว ตัวรถมีสัดส่วน
ยาว 4,870 มม. กว้าง 1,690 มม. สูง 1,608 มม. ความยาวฐานล้อ 2,950 มม. ความกว้างล้อหน้า 1,395 มม. และหลัง 1,385 มม. ระยะต่ำสุด 200 มม. น้ำหนักรถ 1,400 กก น้ำหนักบรรทุกรวม 2,700 กก.

    เครื่องยนต์ของรถคันนี้มากับเครื่องยนต์ดีเซล VM425SLTRS  4 สูบ Turbocharger ขนาด 2.5 ลิตร ที่อุตส่าห์จ้างบริษัทชั้นนำในอิตาลีออกแบบและประกอบซึ่งดัดแปรงมาจากเครื่องยนต์ที่ วางในรถเก๋งซีดานยี่ห้อหรูของอิตาลีเลยทีเดียว แรงม้าสูงสุด 117 แรงม้าที่ 4,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 240 กก-ม.ที่ 2,200 รอบ มากับความกว้างกระบอกสูบ 92 ม.ม.ระยะชัก 94 มม. อัตราส่วนกำลังอัด 22:1 ความเร็วสูงสุด 173 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ระบบส่งกำลัง คลัทช์แบบแห้งแผ่นเดียวทำงานด้วยไฮโดรลิค ระบบเกียร์ GT5AM-:GRAZIANO

 อัตราทดเกียร์ 
1=3.54
2=1.96
3=1.3
4=1.00
5=0.79
R=3.21
ระบบกันสะเทือน หน้าแบบดับเบิลวิชโบน ทอร์ชั่นบาร์ ช็อคอัพ  หลังแบบเพลาแข็ง แหนบ ช็อคอัพระบบเบรค หน้าเป็นดิสค์เบรค หลังดรัมเบรคปรับระยะผ้าเบรคอัตโนมัติ ยางขนาด 195 R 14 C-8 PR
  

   ดูองค์ประกอบแล้วเหมือนจะไปด้วยสวยครับ แต่......
    เนื่องจากความรีบร้อนในการเปิดตัวจึงทำให้มีจุดพกพร่องค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็รเรื่องของตัวถังที่ประกอบไม่ค่อยเรียบร้อยและหน้าตาดูแปลกตาจึงไม่เป็นที่นิยมของคนไทย ซึ่งไอ้รูปทรงแบบนี้ยุคหลังๆคนไทยกลับมานิยมกันซะงั้น อีกอย่างก็คือเครื่องยนต์ของ วีเอ็มซี ที่จ้างบริษัทชั้นนำในอิตาลีมาช่วยทำ เทียบกับรถกระบะยี่ห้ออื่นๆในยุคนั้น วีเอ็มซี เหนือกว่าทุกยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็นด้านความแรง อัตราการบริโภคน้ำมัน ที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องควันดำที่ไม่ว่าจะเร่งเครื่องขนาดไหนก็ไม่มี ควันให้เห็นเพราะใช้ปั๊มแรงดันสูงควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นระบบ ที่ใช้หลักการเดียวกันกับที่เรารู้จักในนามคอมมอนเรลในปัจจุบันซ้ำตัว เรือนของเครื่องยนต์ยังเป็นเนื้อเดียวกับเสื้อสูบจึงสามารถรับแรงบิดได้ มากกว่าและทนทานกว่าทุกยี่ห้อในยุคนั้น อีกอย่างก็คือเครื่องเดินเรียบและเงียบกว่ายี่ห้ออื่นๆ อีกทั้งมีช่วงล่างที่บึกบึนแกร่งเหนือกว่าใครทั้งหมดแต่แฝงไว้ด้วยการยึดเกาะที่หนึบหนับแถมนุ่มนวล ห้องโดยสารก็ถูกออกแบบให้มีขนาดกว้างนั่งสบายในแบบเก๋งไม่ว่าจะเป็นรุ่น มาตรฐาน รุ่นมีแค็ปหรือแม้แต่รุ่น 4 ประตูที่ยี่ห้ออื่นๆต้องทำตามหลังจากนั้นอีก 2 ปีเลยทีเดียว และที่ประทับใจอีกอย่างก็คือวัสดุทุกชิ้นที่ใช้ประกอบล้วนเป็นวัสดุชั้นดี ทั้งสิ้นที่แม้แต่ทุกวันนี้ยังไม่มีรถกระบะยี่ห้อไหนที่ขายในเมืองไทยจะใช้ วัสดุเกรดดีขนาดนั้น
 



   แต่ก็น่าเสียดายครับที่รถกระบะที่คิดค้นและลงทุนโดยคนไทย ออกแบบเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ ถ้าเทียบกับยี่ห้อของต่างชาติในยุคนั้นแล้ว วี.เอ็ม.ซี มีคุณภาพก็เหนือกว่า ทนทานกว่า แบกน้ำหนักได้มากว่า ซึ่งถ้านำมาเทียบกับปัจจุบันแล้วยังเหนือกว่ายางยี่ห้อด้วยซ้ำไป แถมเคาะราคาไว้ก็ถูกกว่ายี่ห้ออื่นเกือบแสนเลยทีเดียว ในราคา 315,000 บาท

    แต่ด้วยความรีบร้อนหรืออาจจะเรียกได้ว่าการวางแผนที่ผิดพลาดเพราะเร่งเปิดตัวในสภาพที่ไม่เรียบร้อยดี ความพร้อมของศูนย์บริการก็ยังไม่มี การประชาสัมพันธ์ก็อ่อน จึงทำให้เกิดภาพลบในสายตาคนไทยตั้งแต่เริ่มต้น และสุดท้ายโลโก้นี้ก็เลือนหายไปภายในระยะเวลาแค่ปีเดียวเท่านั้นเอง

   จนถึงในปัจจุบัน มันก็เห็นมีวิ่งบ้างตามถนน แต่ก็ไม่มีใครรู้เลยว่ามันเป็นรถของคนไทย ยังคิดว่าเป็นรถนำเข้า ซึ่งถ้าใครเห็นทุกวันนี้ล้วนถามไถ่ว่าเป็นกระบะยี่ห้อหรูจากชาติไหน? เพราะมันถูกมองว่าแปลกตายากต่อการยอมรับในยุค 1995 แต่ในลักษณะเดียวกันนี้เอง มันกลับถูกยอมรับในภาพลักษณ์นี้หลังปี 2000 นั่นแปลว่า วี.เอ็ม.ซี ล้ำหน้ากว่าชาวบ้านเขาทุกยี่ห้อเกือบ 10 ปีกันเลยทีเดียว

   หลังจากอ่านจบแล้ว คิดว่าหลายท่านอาจจะเสียดายที่ว่าเมื่อไหร่เราจะมีรถสัญชาติไทยราคาถูกๆไว้ใช้บ้าง เพราะส่วนใหญ่เราก็ใช้รถเมืองนอกทั้งนั้น ไม่ว่าจะจากญี่ปุ่น อเมริกาหรือเยอรมัน สวีเดน อะไรก็ตามเถอะ แต่อย่างไรก็ตามตำนานกระบะ V.M.C. ก็คงมีการพูดถึงแค่กลุ่มเล็กๆ ซึ่งก็คือคนที่มาเจอบทความเรื่องนี้ หรืออ่านเจอจากที่อื่น ไปๆมาๆก็ลืม และตำนาน V.M.C. ก็คงเป็นตำนานที่ถูกเก็บไว้ในหีบไปตลอดกาล

ขอบคุณแหล่งข้อมูล http://www.isuzuclub.com/webboard/viewtopic.php?f=38&t=30214&start=0 
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น