วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

First Meeting EP.11 All-New Toyota Fortuner สู่ความหรูหราที่เทียบเท่า SUV ระดับหรู

   ในปี 2015 นี้นอกจากจะเป็นปีที่กลุ่มตลาดรถกระบะจะมีความคึกคักเป็นพิเศษแล้ว ยังเป็นอีกปีที่กลุ่มตลาดรถอเนกประสงค์พื้นฐานกระบะ (PPV) มีความคึกคักเป็นพิเศษเช่นกัน ซึ่งก็เป็นปีที่รถกลุ่มนี้มีการเปิดตัวไฮไลต์เด็ดๆและน่าสนใจไม่แพ้กลุ่มตลาดกระบะเลย ดังนั้นจึงเป็นอะไรที่น่าติดตามและน่าจับตาดูเป็นพิเศษเลยละครับ

   ซึ่งก่อนหน้านี้ Ford ก็ขอประเดิมตลาดด้วยการเผยโฉมของ Ford Everest ก่อนใครในเดือนมีนาคมที่งาน Bangkok Motor Show 2015 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และยังเรียกกระแสด้วยการให้ขึ้นไปชมได้แค่ 10 นาทีเท่านั้น ซึ่งก็มีหลายคนให้ความสนใจ ด้วยราคาที่ตั้งมาค่อนข้างสมเหตุสมผล ทำให้ลูกค้าจับจองกันจนคิวส่งมอบยาวไปถึงปีหน้าแล้ว แต่ก็คงมียอดไม่มากมาย เพราะ  Ford เน้นส่งออกเสียมากกว่า ซึ่งทาง Ford จะเริ่มส่งมอบ Everest ในเดือนสิงหาคม 

แต่ทว่าไม่นานมานี้ พี่ใหญ่ของเราอย่าง Toyota ก็ขอไม่น้อยหน้าจัดการเปิดตัว Toyota Fortuner โฉมใหม่เมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา  ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีกระแสไม่น้อยเหมือนกัน เพราะมีรูปหลุดออกมาก่อนเปิดตัว ซึ่งนั่นทำให้ร้อนไปถึง Toyota เมืองไทย ต้องร่อนจดหมายแถลงการให้ทางโซเชียลงดโพสต์ภาพเหล่านี้และใช้ข้อกฎหมายในการอ้างสิทธิ์การป้องกัน แม้จะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ก็แอบสร้างความไม่พอใจและแอบหมั่นไส้ให้กับใครๆหลายคน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันเปิดตัวและเปิดราคา ทุกอย่างที่ผ่านมาก็ดูเหมือนจะหายไปอย่างรวดเร็ว เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หายไปเร็วไม่ต่างจากข่าวเอมี่ 25 ตั๋ว และ ข่าวแตงโมโตโน่ เลยครับ

   แต่สิ่งที่น่าสนใจมันอยู่ตรงที่ว่า Toyota มีสายการผลิตที่น่าจะพร้อมกว่า นั่นทำให้ Fortuner ถูกส่งถึงมือลูกค้าตั้งแต่วันเปิดตัวกันเลยทีเดียว ว่ากันง่ายๆคือก้าวทีหลังแต่ก้าวเร็วกว่าค่ายวงรีสีฟ้าเสียอีก ซึ่งจุดนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องยอมรับความจริง ก็ไม่แน่ว่าคนที่จอง Ford อาจมีเปลี่ยนใจบ้าง แต่อย่างก็ไรตามก็ต้องรอ Mitsubishi Pajero Sport ที่จะเปิดตัวออกมาอีกด้วย ซึ่งก็จะก่อเกิดความสนุกแน่นอน

  และแน่นอนว่าช่วงเปิดตัว Fortuner ใหม่ ผมต้องไม่พลาดที่จะไปดู แต่ทว่าในช่วงวันเปิดตัว วันที่ 18-19 กรกฎาคม ผมมัวแต่สาละวนกับ Ford Ranger Minor Change ที่จัดแสดงอยู่ในลานจอดรถ EZ Park ข้างๆศูนย์ฯสิริกิติ์ เนื่องจากว่ามีการผิดพลาดเรื่องถ่ายรูปจนผมต้องไปถ่ายใหม่อีกครั้ง ฉะนั้นแล้วในวันที่ 20 กรกฎาคม ผมเลยถือโอกาสไปถ่ายรูป Fortuner ใหม่ในโชว์รูมแถวๆเซ็นทรัลลาดพร้าว และไปถ่ายอีกครั้งในโชว์รูมแถวๆเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ซึ่งผมจะนำความรู้สึกต่างๆที่ไปสัมผัสมาเล่าให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ เชิญชมกันได้ครับ

   เริ่มกันที่รูปร่างหน้าตาของรถที่ก่อนหน้านี้หลายคนก็คิดกันว่า "มันก็คือ Revo ดีๆนี่เอง" แม้พื้นฐานของมันจะใช้ร่วมกับ Hilux Revo ก็จริง แต่ต้องบอกเลยว่าหน้าตาของเจ้า Fortuner ใหม่นี้ได้รับการยกระดับความแตกต่างที่ต่างจาก Hilux Revo แบบชัดเจน แทบไม่มีกลิ่นอายภาพลักษณ์กระบะติดเข้ามาเลยแม้แต่น้อย กล้าบอกเลยครับว่า ถ้าผมไม่เคยรู้มาก่อนว่านี่คือรถที่มีพื้นฐานกระบะ ผมคงเชื่อแน่ๆว่ามันต้องเป็นพวกเดียวกับ X-Trail / CR-V อะไรประมาณนี้ เผลอๆจะหรูกว่าด้วยซ้ำ  ซึ่งต้องชมทาง Toyota ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ให้แตกต่างสุดขั้ว และยกระดับความหรูหราที่มากกว่าโฉมก่อนหน้านี้หลายขุมทีเดียว



   หน้าตาของรถได้รับการออกแบบให้มีสายตาที่ดุดันและโฉบเฉี่ยวกว่ารุ่นเดิมชัดเจน ในรุ่น 2.4 V ขึ้นไป ท่านจะได้ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ Bi-Beam LED พร้อมไฟ Daytime Running Lights แบบ LED อย่างในรูปเลย ซึ่งเป็นโคมไฟที่สวยสะดุดตาสุดๆ แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่หายไปก็คือ ระบบฉีดล้างไฟหน้าที่อันตรธานหายไป ไม่เป็นไร...ไม่จำเป็นมั้ง ออกแบบกระจังหน้าตกแต่งด้วยโครเมียมเพิ่มความหรูหรา ซึ่งจุดนี้อาจจะมีบางคนขัดใจบ้างว่าทำไมต้องลากโครเมียมยาวๆด้วย แต่จุดนี้ผมไม่สนใจเท่าไหร่ กระจกมองข้างแบบใหม่พร้อมระบบไฟ Welcome Light ใต้ชุดกระจกมองข้างที่ช่วยส่องสว่างใต้พื้น มาดูกันชนหน้าที่ออกแบบให้สอดรับกับกระจังหน้า ซึ่งดูบางมุมมันอาจจะยื่นออกมาเล็กน้อยและดูไม่สมส่วน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา กรอบไฟตัดหมอกก็ได้ทำการเสริมโครเมียมเติมเต็มความหรูหราเข้าไป ก็ถือว่าเรื่องหน้าตาสอบผ่านครับ




เส้นสายด้านข้างนั้นแม้จะมีกลิ่นอายจากรุ่นเดิมนิดหน่อย แต่ก็ดูแตกต่างแบบชัดเจน ในรุ่น 2.4V ขึ้นไปนั้นก็จะมีการเติมขอบโครเมียมบริเวณประตูหน้าต่างของรถเพื่อช่วยเสริมความหรูเข้าไปด้วย ไฮไลต์สำคัญของภายนอกคือการเล่นเส้นสายบริเวณประตูหลังที่ต่อเนื่องยาวไปถึงฝาท้าย ซึ่งมองบางมุมอาจจะดูไม่ลงตัวบ้าง แต่ก็เป็นอะไรที่ดูแปลกตาซึ่งนานๆเข้าก็น่าจะชินไปเองครับ บริเวณขอบซุ้มล้อก็ได้มีการเสริมนิดหน่อยเพื่อให้ดูคล้ายๆรถ SUV ระดับหรู ซึ่งสไตล์ซุ้มล้อแบบนี้ชวนให้เรานึกถึงซุ้มล้อของ Lexus NX เลยละครับ



ส่วนด้านท้ายของรถนั้นก็ได้รับการออกแบบใหม่หมดเช่นกัน ที่เด่นๆชัดเจนก็คือไฟท้ายชุดใหม่ที่เป็นแบบ LED Tube แบบ Light Guiding ซึ่งเวลาเปิดไฟนั้นจะให้ภาพลักษณ์ที่คล้ายๆรถ SUV ฝั่งยุโรปกันเลยทีเดียว ซึ่งก็ได้ออกแบบรูปร่างไฟท้ายที่ดูปราดเปรียวและทรงพลังกว่าเดิม แต่จุดเด่นจริงๆคงจะต้องยกให้ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบป้องกันการหนึบ ซึ่งสามารถสั่งงานได้จริงผ่านทางกุญแจรถ ฝาท้ายของรถและบริเวณที่นั่งคนขับ

นอกจากนี้แล้วราวหลังคาก็ได้เปลี่ยนไปใช้แบบใหม่ที่ยืดติดกับหลังคาตลอดแนว และยังเพิ่มภาพลักษณ์ความหรูหราแบบ MU-X ด้วยเสาอากาศแบบครีมฉลาม

ล้ออัลลอยของรถทุกรุ่นจะเป็นล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วที่มีลายค่อนข้างสวยงาม ซึ่งล้อลายนี้เป็นล้อที่ก่อนหน้านี้ใครๆหลายคนรวมถึงตัวผมเองก็บ่นว่าอยากให้เอามาใส่ใน Hilux Revo บ้าง แต่ก็เข้าใจว่า Toyota ต้องการแยกภาพลักษณ์ให้แตกต่างกันไปเลย ใส่ล้อแบบเดียวกันก็จะดูไม่ต่างกันอีก เอาที่สบายใจเลยครับ Toyota เพราะหลายคนซื้อไป ก็อาจจะเอาไปลงล้อแม็กใหม่อยู่ดีเนอะ

   จบที่ภายนอกของรถ เข้ามาดูที่ภายในห้องโดยสารกันดีกว่าครับ ซึ่งภายในห้องโดยสารก็ได้ยกระดับความหรูหราและคุณภาพในห้องโดยสารที่มากยิ่งกว่าเดิมขึ้นไปอีก ซึ่งให้ภาพลักษณ์พอๆกับรถ SUV ระดับหรูกันเลยทีเดียว และออกแบบภายในห้องโดยสารที่แตกต่างจาก Hilux Revo แบบหนังคนละม้วนกันเลยทีเดียวครับ

(ก่อนอื่นต้องขอเรียนก่อนว่า ภาพภายในห้องโดยสารทั้งหมด ถ่ายมาจากรุ่น 2.4V A/T ซึ่งหลังจากที่ผมแวะโชว์รูมแถวบ้านมา 2 โชว์รูม ก็มีแต่เอารุ่นนี้ ซึ่งถ้าผมได้มีโอกาสไปถ่ายภาพภายในของรุ่น 2.8V A/T 4WD ซึ่งจะมีสีภายในห้องโดยสารที่แตกต่าง เราจะมา Update ให้ทราบอีกทีครับ)

การตกแต่งภายในห้องโดยสารนั้น มองในรูปหลายคนอาจจะคิดว่าไม่สวยและไม่ได้เรื่อง แต่บอกเลยว่าถ้าใครหลายคนได้ไปสัมผัสของจริง จะสัมผัสได้ว่าตัวจริงดูดีกว่าในรูปภาพ และภายในดูดีกว่าที่เห็นในโบรชัวร์เสียอีก ตั้งแต่รุ่นล่างๆขึ้นไป ท่านจะได้การตกแต่งภายในด้วยสีน้ำตาลเข้มอย่างในรูป ยกเว้นรุ่นท็อปสุด 2.8 V A/T 4WD ที่ตกแต่งภายในด้วยสีครีมชามัวส์ ซึ่งหลายคนเห็นในรูปในโบรชัวร์อาจจะไม่ชอบสีนี้ ถ้าไปดูของจริงนั้นบอกเลยว่าดูดีกว่าในรูปมากครับ ความหรูหราถือว่าเป็นน้องๆ Lexus เลย  (ซึ่งผมทำได้แค่ไปส่องกระจกมองในตัวท็อปเท่านั้น ไม่ได้ไปขอนั่งรถ Test Drive เพราะเวลามีจำกัด เนื่องจากผมมากับเพื่อน และเพื่อนต้องรีบกลับบ้าน)




พวงมาลัยของรถนั้นยังใช้แบบเดียวกับ Hilux Revo เป๊ะๆ แต่มีการเสริมลายไม้เข้าไปเท่านั้น อีกสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือก้านแพดเดิลชิพที่มีให้ตั้งแต่รุ่น 2.4 V A/T ส่วนมาตรวัดของรถนั้นก็มาสไตล์เดียวกับ Hilux Revo และมีของใช้สหกรณ์ร่วมกับรุ่นอื่นๆก็คือจอ TFT 4.2 นิ้วตรงกลางที่ใช้แบบเดียวกับ Camry/Alphard/Veilfire/Hilux Revo เลยครับ 

 คอนโซลของรถนั้นได้รับการตกแต่งด้วยหนังรอบคัน และเย็บด้วยลายตะเข็บของแท้ ตั้งแต่บริเวณมาตรวัด บริเวณคอนโซล และฝาเก๊ะด้านหน้าล้วนเป็นวัสดุบุนุ่มเดินด้ายตะเข็บแท้ๆทั้งนั้น ถือเป็นการยกระดับความหรูหราที่มากยิ่งกว่าเดิม ปุ่มสตาร์ทมีมาให้ทุกรุ่นย่อย



ตรงกลางคอนโซล ตั้งแต่รุ่น 2.4 V A/T ขึ้นไปจะมีหน้าจอสัมผัสตรงกลางขนาด 7 นิ้วสามารถรองรับการเชื่อมต่อ USB AUX Bluetooth รองรับระบบนำทาง T-Connect จอสัมผัสเป็นชุดเดียวกับ Hilux Revo แต่ด้วยการออกแบบคอนโซลใหม่ ทำให้ไม่ดูเป็นจอหนาๆแบบ Tablet อย่าง Hilux Revo 

ถัดลงมาจะเป็นปุ่มปรับอากาศแบบอัตโนมัติที่ต้องตินิดนึงว่า น่าจะเป็นระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแบบปรับแยกซ้าย-ขวาได้แล้ว เพราะ Ford Everest ก็ให้มาตั้งแต่รุ่นล่างๆ ซึ่งมันอาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก แต่ก็อยากให้ใส่มาให้เพื่อให้คุ้มราคา 


ฐานเกียร์ของรถออกแบบให้ดูหรูหรา มีกล่องเก็บของกระจุ๊กกระจิ๊กด้านล่าง และมีปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ในแบบ Eco Mode และ Power Mode ให้เลือกใช้ตามความต้องการอีกด้วย



แผงประตูของรถก็ได้ออกแบบใหม่ให้ดูหรูหราขึ้นและดูทันสมัยกว่าเดิม มีความแตกต่างจาก Hilux Revo แบบชัดเจน การประกอบต่างๆและวัสดุที่ใช้ในรถคันนี้ถือว่าค่อนข้างดีและสมราคากับรถระดับนี้ 


บริเวณเพดานหลังคารถจะมีที่เก็บแว่นตาพร้อมไฟส่องสว่างแบบ LED ส่วนด้านหลังก็จะมีปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลังมาให้ นอกจากนี้แล้วบริเวณด้านหลังยังมีช่องต่อไฟ DC 12 โวลต์ และ ช่องต่อไฟ AC 220 โวลต์มาให้ การโดยสารเบาะแถว 2 ถือว่าทำได้ดีพอสมควร ส่วนเบาะแถว 3 ผมไม่ได้ไปลองนั่งครับ กลไกการพับเบาะหลังนั้่น ยังคงมาแบบมุขเดิมคือพับกระดกขึ้นไปด้านข้าง แทนที่จะพับเรียบแบบชาวบ้านเขา แต่ก็มากับกลไกการเก็บที่ง่ายขึ้นกว่าเดิม ส่วนตัวก็อยากให้ทำเบาะแถว 3 พับแบบเรียบๆ แต่ก็ไม่เข้าใจ Toyota เหมือนกัน ณ จุดๆนี้


สำหรับขุมพลังของรถนั้นก็ยกมาจาก Hilux Revo ทั้งหมดเลย ซึ่งเป็นขุมพลังในตระกูล GD และมีเครื่องยนต์เบนซินให้เลือกใช้ด้วย
- เครื่องยนต์ดีเซล 1GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC VN Turbo และ Intercooler ขนาด 2.8 ลิตร มากับพละกำลัง 177 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีดพร้อม Sequantial Shift 

- เครื่องยนต์ดีเซล 2GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC VN Turbo และ Intercooler ขนาด 2.4 ลิตร มากับพละกำลัง 150 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-2,000 รอบ/นาที 


- เครื่องเบนซิน 2.7 ลิตร 2TR-FE 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC Dual VVT-i มากับพละกำลัง 166 แรงม้าที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 245 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที  

ทั้งหมดนี้ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีดพร้อม Sequantial Shift ยกเว้นรุ่น 2.4 G MT จะได้เกียร์ธรรมดา 6 สปีด


   ส่วนระบบความปลอดภัย Toyota ก็ได้จัดมาให้เต็มๆแทบทุกรุ่นย่อยกันเลยทีเดียว ผู้บริโภคจะได้ไม่เสียเปรียบ
- ระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD ทุกรุ่น
- ระบบเสริมแรงเบรก BA
- ระบบควบคุมการทรงตัว VSC
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีแบบแอคทีฟ A-TRC (เฉพาะรุ่น 2.8 ลิตร)
- ระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC
- ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน DAC
(เฉพาะรุ่น 2.8 ลิตร)
- ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบซิกมาโฟร์
Sigma 4 (ในรุ่น 4WD)
- กล้องมองหลัง
- ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (รุ่น 2.4 G 6MT มีมาให้ 3 ตำแหน่ง)
- โครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA 

 
     สำหรับราคาค่าตัวนั้น Toyota มีทางเลือกให้ลูกค้าทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

รุ่น 2.4 G MT ราคา 1,199,000 บาท - รุ่นต่ำสุด ซึ่งก็มีระบบความปลอดภัยมาให้ครบถ้วน ต่างจากรุ่นอื่นๆแค่ว่ารุ่นย่อยนี้จะมีถุงลมนิรภัยแค่ 3 ใบเท่านั้น และจะไม่มีประตูท้ายไฟฟ้าแบบรุ่นย่อยอื่นๆ

รุ่น 2.4 V AT ราคา 1,369,000 บาท - น่าจะเป็นรุ่นที่  Toyota ตั้งใจให้ขายดีที่สุด มีออปชั่นต่างๆครบถ้วนและจัดเต็ม ถ้าใครไม่หวังเรื่องความแรง รุ่นนี้น่าจะคุ้มเงินที่สุดแล้วครับ

รุ่น 2.7 V AT ราคา 1,449,000 บาท - อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับใครที่อยากได้เครื่องยนต์เบนซิน ซึ่งก็น่าจะพอมีลูกค้าสนใจบ้าง แต่ราคาค่าคัวเกือบ 1.45 ล้านบาท อาจจะดูสูงไปหน่อย

รุ่น 2.8 V AT ราคา 1,529,000 บาท - รุ่นรองท็อป สำหรับใครที่อยากได้แรงๆกว่า 2.4 และมีออปชั่นครบถ้วน รุ่นนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีเลย

รุ่น 2.8 V AT 4WD ราคา 1,599,000 บาท - รุ่นท็อปสุดและเป็นรุ่นเดียวที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมการตกแต่งภายในห้องโดยสารที่พยายามให้พรีเมียมกว่ารุ่นอื่นๆด้วยการทำสีเบาะแบบรถระดับหรู 

และทั้งหมดนี้ ใครอยากได้สีขาวมุกต้องจ่ายเพิ่ม 12,000 บาทครับ

    สรุป...ต้องขอชมทาง Toyota ที่ค่อนข้างทำการบ้านมาดีกับ Toyota Fortuner ซึ่งทำให้ในโฉมใหม่นั้นมากับความสมบูรณ์แบบมากขึ้นกว่าเดิม ตัวรถที่ดูหรูหรากว่าเดิมและพยายามทำให้แตกต่างจาก Hilux Revo แบบชัดเจน ซึ่งเราก็เชื่อเลยว่า พวกเขาสามารถแยกภาพลักษณ์กันได้จริงๆจนลืมไปเลยว่านี่คือรถพื้นฐานกระบะ แต่แน่นอนว่าอะไรต่างๆก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบทั้งหมด อาจมีอะไรบางอย่างขาดตกบกพร่องไปบ้าง ซึ่งจุดที่เราอยากให้เพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงในรุ่น Minor Change ก็คือ

- ใส่ดิสก์เบรกด้านหลังให้กับตัวรถได้แล้ว เพราะ ค่ายอื่นๆเขาก็จะมีกันหมดแล้ว ผู้ซื้อหลายคนเขาก็อยากให้มีครบๆ ซึ่งน่าแปลกที่ในเวอร์ชั่นนอกมีมาให้ แต่เมืองไทยกลับถูกเอาออกแบบน่าเสียดาย

- ควรใส่ Cruise Control ให้ทุกรุ่น รถราคาเกือบ 1.2 ล้านแต่ดันไม่มี Cruise Control อยากได้ต้องจ่ายตังค์ถึง 1.5 ล้านกว่าเลยหรือ จุดนี้ควรจะเพิ่มเติมให้ได้แล้วครับ

- อยากให้ใส่ระบบเตือนมุมอับสายตา BSM แบบใน Camry หรือระบบแจ้งเตือนต่างๆมาให้ในรุ่นท็อป เพื่อจะได้สมกับราคา 1.599 ล้าน เพราะค่ายคู่แข่งอย่าง Ford Everest เขาก็มีออปชั่นเหล่านี้มาให้ในราคาเท่ากัน



และทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากให้ค่ายรถเพิ่มเติมเพื่อทำให้ตัวรถสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น และถูกใจลูกค้ามากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งผมคิดว่าในเมื่อตัวรถสมบูรณ์แบบขนาดนี้ก็น่าจะขายดีที่ 1 เหมือนเดิม แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องรอการมาของคู่แข่งอย่าง Mitsubishi Pajero Sport ด้วย เพราะ ได้เห็นได้อ่านมาว่างานนี้ค่ายทรีไดมอนด์มาแบบไม่ธรรมดาแน่ๆ ฉะนั้นก็จงจับตามองรุ่นอื่นๆไว้ และสุดท้าย ขอให้เลือกรถที่ชอบที่สุดและใช้แล้วสบายใจที่สุดครับ
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น