วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

First Meeting EP.4 All-New Mazda 2 : แม้ขนาดรถจำกัด...แต่พลังฮึดสู้ใหญ่เกินตัว สุดท้ายยังทิ้งใจจาก Jazz/City ไม่ได้

  ตลาดรถยนต์เมืองไทยปีนี้ ก็เริ่มขยับตัวก็เมื่อทางค่าย Mazda ขอเปิดไม้เด็ดก่อนใครตั้งแต่ต้นปีด้วยการส่ง All-New Mazda 2 เปิดเกมเป็นค่ายแรกกันเลยทีเดียว แน่นอนว่ากระแสความร้อนแรงที่ก่อเกิดมาตั้งแต่ปีที่แล้วยังคงไม่จางหาย คนไทยยังคงเฝ้ารอวันเปิดตัวและราคาจนบางคนอาจจะเบื่อไปข้างหนึ่งแล้ว แต่วันนี้ เขามาแล้ว คนไทยไม่ต้องรออีกต่อไปแล้ว (นอกจากจองแล้วรอรับรถ..แค่นั้น)


   ย้อนไปเมื่อวันที่ 15 มกราคม วันเปิดตัวของเจ้ารถเล็กหัวใจโต๊โตคันนี้ ผู้เขียนออกเดินทางจากโรงเรียนของผู้เขียนย่านตลิ่งชัน นั่งรถเมล์ 515 ใกล้โรงเก็บรถใหม่ของ Honda ไปลงที่อนุสาวรีย์ชัยฯ แล้วต่อรถไฟฟ้า BTS ไปลงที่สถานีสยาม ขอเดินเล่นที่ Siam Paragon ดูซูเปอร์คาร์เล่นแป๊บนึงจากนั้นก็เดิน Skywalk ไปที่เซ็นทรัลเวิลด์ แล้วบึ่งตรงไปขึ้นลิฟท์ ชั้น 22 ห้องบางกอก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ แล้วก็ลอยคอรอคอยเวลาจนกว่าจะถึง 14.00 น. อันเป็นเวลาที่กลุ่มคนไทยกลุ่มแรกๆที่ลงทะเบียนไว้ เข้าไปสัมผัสตัวจริง แต่ความน่าหงุดหงิดก็คือ เวลาบ่ายสองที่ว่าคือ คุณสามารถไปรับของที่ระลึกจากงานหน้าเคาน์เตอร์ได้เวลานั้นเลย แต่ก็ต้องมายืนขาแข็งรอจนกว่าประตูมันจะเปิด ปาเข้าไป 20 นาที Mazda จึงเปิดประตูให้ได้เข้าไปสัมผัส ลูบ คลำ Mazda 2 ตัวเป็นๆได้เลย และผู้เขียนจะมาบอกความรู้สึกหลังจากที่ไปสัมผัสครับ (แต่ไม่ได้ทดลองขับ)

    ว่ากันด้วยเรื่องหน้าตาของรถก่อนเลย ถ้าหากพูดถึงการออกแบบของ All-New Mazda 2 ใหม่ ต้องขอบอกเลยว่า แทบจะทิ้งแนวการออกแบบจากรุ่นที่แล้วได้แทบทั้งหมด แต่ยังมีบางอย่างที่ไม่ทิ้งไปเลย นั่นคือขนาดตัวถังที่แม้จะเพิ่มสัดส่วนไปเล็กน้อย แต่ยังไงมันก็ยังดูเล็กอยู่ดี งั้นกล่าวถึงการออกแบบก่อนดีกว่า หน้าตาของรถมากับหน้าตาแนว Kodo Design พร้อมกระจังหน้าแบบ Signature Wing ทรง 5 เหลี่ยม แน่นอนละครับ ตอนนี้ใครๆก็คงจะคิดว่าตั้งแต่พี่ใหญ่อย่าง CX-5 จนมาถึงเจ้าตัวเล็กคันนี้ หน้าตาเป็นไปตามแนวเดียวกันหมด จนคนอาจจะคิดว่ามันกลายเป็นไส้กรอกหลายขนาดกันเลยละครับ

    สิ่งแรกที่เราเห็นภายนอกเลยนั่นคือไฟหน้ามัลติรีเฟลกเตอร์ ซึ่งเราไม่ได้ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบประเทศญี่ปุ่นเค้า บางคนก็เฉยๆและไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้มาก แต่มีกลุ่มคนบางกลุ่ม (น่าจะเป็นคนที่ไม่ได้ซื้อหรอก) ดราม่าเรื่องไฟหน้า ก็บอกๆกันว่า ทำไมไม่ได้ไฟหน้าโปรเจคเตอร์อย่างงั้นอย่างงี้ เจ๊งแน่ๆ ไม่ซื้อหรอก บ่นกันไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ซื้อ ไฟหน้ารถไม่ใช่โปรเจคเตอร์ ความหล่อหายไปเยอะ แล้วววววววววไงครับท่าน ไฟหน้ารถมัลติธรรมดา มันใช้ได้ไม่ดีเหมือนไฟโปรหรือ.. แน่นอนว่าถ้าสมมติว่า Mazda ติดไฟหน้าแล้วค่าตัวอัพไปเกิน 8 แสน หลายคนก็คงจะเริ่มลังเลไปหา Mazda 3 ทันที และด้วยค่าตัวที่สูงพอตัว เพราะต้นทุนเครื่องแพง ดังนั้นมันจำเป็นต้องเอาบางอย่างออก ก็ต้องเข้าใจหน่อยนะครับ ดราม่าไป Mazda เขาก็ไม่เอามาให้ตอนนี้หรอก ขาดไฟหน้าโปรเจคเตอร์ ขาดแพดเดิ้ลชิฟ คุณยังซื้อเพิ่มติดได้ แต่ถ้าเครื่องยนต์ดีเซลที่อยากจะได้กันนักหนา ถ้า Mazda ไม่เอามา คุณอยากได้ คุณจะซื้อยังไง? ถ้ายังคิดแต่เรื่องไฟหน้า ลองคิดใหม่นะครับ Honda City/Jazz ไม่มีไฟโปรเจคเตอร์ ไม่เห็นเขาจะบ่นกันเท่านี้เลยนะ





   เส้นสายด้านข้างของตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นโฉมซีดานหรือแฮตซ์แบ็ค มาแนวโฉบเฉี่ยวและลื่นไหลเหมือนกับพี่ของมัน Mazda 3 เลยละครับ พี่มันสวยยังไง น้องก็สวยแบบนั้นเลย ไฟท้ายนั้นออกแบบรูปลักษณ์ให้ออกมาดูดีพอสมควร โดยเฉพาะท้ายของ Sedan ไฟท้ายเนี่ยเอาใจพี่ไปได้เลยครับ 



    ล้ออัลลอยนั้นจะมี 2 ลาย ในรุ่น XD High Plus ตัวท็อปจะมากับล้ออัลลอย 16 นิ้วลายสวยงามพอสมควร นอกนั้นรุ่นรองลงไปจะเป็นล้ออัลลอยลายธรรมดา 15 นิ้ว ซึ่งไม่ว่าลายไหนมันก็ยังทำให้รถดูดีอยู่นี่ละครับ 



   จบที่ภายนอกของรถแล้ว เข้ามาดูภายในห้องโดยสารกันบ้าง เข้าไปดูภายในของรุ่นท็อปแล้ว กล้าพูด กล้าคอนเฟิร์ม กล้ายืนยันว่า ภายในของ All-New Mazda 2 เป็นภายในห้องโดยสารที่มากับคุณภาพการประกอบที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะ คอนโซลในรุ่นท็อปมากับวัสดุนิ่มน่าสัมผัส ขึ้นตะเข็บสีแดงเป็นของจริงครับ ไม่ใช่แบบหลอกๆเหมือน Toyota Vios อะนะ ในรุ่นล่างๆก็ยังคงมีการประกอบที่มีคุณภาพเช่นกัน เทียบชั้นกับรถยุโรปได้เลย สมกับที่เมื่อคราวหนึ่งมีคนแอบถ่าย Mazda 2 ที่ประกอบจากเมืองไทยส่งไปตรวจสอบคุณภาพที่ญี่ปุ่น แน่นอนเลยครับว่า...ญี่ปุ่น Mazda 2 ภายในเขาคุณภาพแบบไหน บ้านเราก็แบบเดียวกันนั่นหละครับ


   ภายในของรุ่นท็อปนั้นก็มีของเล่นเจ๋งๆให้เราได้เล่นกันเหมือน Mazda 3 เลยทีเดียว แต่คุณต้องซื้อรุ่นท็อปถึงจะได้ครบทุกอย่างนะครับ ภายในห้องโดยสารยังคงเป็นสหกรณ์ชั้นเยี่ยมเลยทีเดียว รุ่นท็อปจะมากับเข็มวัดรอบอนาล็อกแต่วัดความเร็วเป็นแบบดิจิตอลพร้อมหน้าจอ Active Display Center ตรงกลางคอนโซล มีหน้าจอสัมผัส 7 นิ้วพร้อม MZD Connect เชื่อมต่อโลกโซเชียลได้ดังใจปรารถนา พร้อมปุ่มควบคุมอัจฉริยะ และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันพร้อมปุ่มควบคุมยกมาจาก Mazda 3 ทั้งดุ้น แอร์อัตโนมัติมือหมุนก็ยกมาจากพี่ 3 เช่นกัน แต่ก็มีข้อดีคือคนไทยจะได้รับรู้ว่า อะไรที่เทพๆจากรุ่นพี่เอามาส่รุ่นน้องหมด และอีกอย่าง ตัวท็อปจะได้เบาะหนังดำเย็บตะเข็บสีแดงครับ บอกเลย คุณภาพเขาเยี่ยมจริง  


 

   แม้ว่าเราจะกล่าวชมถึงคุณภาพภายในห้องโดยสารไปมากแล้ว แต่มีจุดหนึ่งที่ไม่เข้าท่าและไม่ผ่านอย่างแรง แต่คิดว่าคนไหนที่มีสมาชิกในครอบครัวไม่มาก และคนในครอบครัวไม่ได้ตัวใหญ่ๆกัน คงจะไมซีเรียสในเรื่องนี้ ที่กำลังจะพูดถึงนั่นก็คือ เรื่องความกว้างภายในห้องโดยสารครับ เพราะ ภายในห้องโดยสารนั้น...เล็กเกินจะบรรยาย ถ้าจะถามว่า ด้านหลังนั่งสบายไหม ทั้งรุ่นซีดานและแฮตซ์แบ็คให้ฟีลลิ่งพอๆกันครับ แต่บอกเลยว่า ถ้าคุณมีลำตัวที่ค่อนข้างท้วม ด้านหลังจะนั่งได้แค่ 2 คน บวกกับเด็กตัวผอมๆแห้งๆได้อีกคน ถ้าผู้หญิงหุ่นเป๊ะ ก็พอยัดเข้าไปได้บ้าง ถ้าลองเทียบกับ Honda City/Jazz หรือรุ่นอื่น อะไรแบบนี้ ค่อนข้างที่จะนั่งสบายกว่ากันเยอะครับ แน่นอนละพี่สาวผู้เขียนมี Honda City ปี 2009 และน้องสาวของพี่ก็ใช้ Honda Jazz 2014 ซึ่งนั่งมาทั่งคู่ บอกเลยสบายกว่ามาก แต่ถ้าใครไม่ซีเรียสตรงนี้ จุดนี้ก็ไม่ใช่ประเด็นครับ ส่วนที่ขนของก็มีให้พอประมาณ


   ทางด้านเครื่องยนต์นั้น ถือเป็นครั้งแรกในวงการซับคอมแพกต์คาร์ในเมืองไทย ด้วยการวางเครื่องยนต์แบบ SkyActiv Clean Diesel 1.5 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตรที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที ที่มากับแรงบิดเทียบเท่ารถเครื่องเบนซินขนาด 2.5 ลิตรกันเลยทีเดียว ทั้งหมดส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด SKYACTIV-DRIVE ไม่มีเกียร์ธรรมดาครับ พร้อมระบบประหยัดน้ำมัน i-STOP ที่จะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราวขณะจอดอยู่นิ่ง ในขณะที่อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในทำงานอยู่ ด้วยพลังงานไฟฟ้า i-ELOOP ที่จะเปลี่ยนพลังงงานจากสูญเสียจากการลดความเร็ว กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าเลี้ยงระบบไฟฟ้าภายในรถ และเครื่องยนต์จะทำงานทันทีเมื่อออกรถ โดยระบบนี้ Mazda 3 ยังไม่มีนะครับ และยังมากับอัตราสิ้นเปลืองที่ประหยัดถึง 26.3 กม./ลิตร
  ถือเป็นครั้งแรกที่คนไทยจะได้ใช้ B-Segment ขุมพลังดีเซล ที่ไม่เคยมีใครทำตลาดมาก่อนเลย ถือเป็นการเปิดตลาดที่ยอดเยี่ยมของ Mazda เลย แม้ราคาจะสูงจนมีคนบ่น แต่ขอชมในความกล้าลงทุนของค่ายนี้ที่อยากให้คนไทยใช้ของแปลกใหม่ แล้วคนไทยละ พร้อมใช้ของใหม่จาก Mazda หรือเปล่า

   ในด้านระบบความปลอดภัยของรถนั้นถือว่าให้มามากมายเลยทีเดียว มากับระบบเบรก ABS EBD ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC (Dynamic Stability Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA (Hill Launch Assist) ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS (Emergency Signal System) พวงมาลัยยุบตัวแปรผันตามการทำงานของถุงลมนิรภัย
เข็มขัด นิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ และยังมากับโครงสร้างตัวถัง SKYACTIV-BODY น้ำหนักเบาแต่แข็งแรง รวมทั้งช่วงล่าง SKYACTIV-CHASSIS เซ็ตให้การขับขี่เป็นไปอย่างสนุกสนานด้วย



    สุดท้ายก็มาดูที่ราคารถคัน ราคาที่ใครๆก็บ่นนักบ่นหนาว่าแพงเกินตัว โดยราคาค่าตัวที่ Mazda ประกาศมามีดังต่อไปนี้ครับ
Mazda 2 Sports XD ราคา 690,000 บาท
Mazda 2 Sports XD High ราคา 735,000 บาท
Mazda 2 Sports XD High Plus ราคา 790,000 บาท
Mazda 2 Sedan XD ราคา 690,000 บาท
Mazda 2 Sedan XD High ราคา 735,000 บาท
Mazda 2 Sedan XD High Plus ราคา 790,000 บาท 

ราคาไม่เกิน 8 แสนเลยใช่มั้ยครับ...แต่ถ้าคุณเอาสีแดงโซลเรด แบบในรูปเริ่มบทความ ราคาก็จะโดดขึ้น 8 แสนเป๊ะ แต่ถ้าเอาสีขาวมุกก็จะบวกเพิ่ม 7,000 บาท
 
ถามหน่อยเถิดว่า..ราคาค่าตัวเหล่านี้ คุณจะได้อะไรบ้าง คุณจะได้เครื่องดีเซล 1.5 ลิตรที่ไม่เคยมีค่ายไหนใส่มาก่อน และด้วยต้นทุนเครื่องที่แพงด้วย ท่านจะเอาอะไรอีกครับ อีกทั้งก็ต้องยอมรับนะครับว่าเครื่องดีเซลมันต้นทุนสูงกว่าเบนซินอยู่แล้ว จะให้สับ กด ให้ราคาเท่าเบนซินหรือถูกกว่า มันทำไม่ได้หรอก และแน่นอนใครที่กำลังมองหาเก๋งแบบนี้ บางคนถึงกับคิดว่า "ไปเล่นกระบะไม่ดีกว่าหรือ" เอิ่ม...รถ B-Segment กับกระบะ ความสามารถ ประสิทธิภาพต่างๆ มันไม่เหมือนกันเลยนะครับ เอามาเทียบได้ไง โคตรงงเลยแบบนี้

และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ แม้ว่า Mazda จะเข้าโครงการอีโคคาร์เฟส 2  แต่ใช่ว่า Mazda จะตีตั๋วเด็กไปเล่นกับพวก Toyota Yaris,Suzuki Swift,Nissan Almera หรืออีโคคาร์เฟส 1 อะไรพวกนี้นะครับ แต่ Mazda ยังคงมีหน้าตาเป็นคู่แข่งของ Toyota Vios,Honda City/Jazz,Ford Fiesta และ Chevrolet Sonic เหมือนเดิม ใครที่ยังเอาไปเทียบกับกลุ่มพวกนี้อยู่ละก็...มั่วนะครับผม

   สรุป...การมาของ All-New Mazda 2 น่าจะทำให้วงการ B-Segment ต้องกระเทือนกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะคู่ปรับอย่าง Ford Fiesta คงจะอกสั่นขวัญอ่อนไม่น้อย ส่วนเจ้าตลาดอย่าง Toyota และ Honda อาจจะรู้สึกแค่มดกัดนิดหน่อย แต่ก็คงแอบหวั่นอยู่เหมือนกันละเพราะค่ายนี้เขามาเต็มและแตกต่างจากค่ายอื่นด้วยเครื่องดีเซลด้วย ส่วนใครที่รอเบนซิน 1.3 ลิตรที่น่าจะถูกกว่าหลายขุม ก็รอต่อไปแบบไม่มีกำหนดครับ เพราะตราบใดที่ยังทดสอบไม่ผ่านข้อกำหนดของ Eco Car Phase 2 มันก็ยังไม่สามารถเปิดตัวได้ ฉะนั้นก็รอไปก่อนครับ และใครที่อยากได้ไฟหน้าสวยๆหรืออุปกรณ์อื่นๆ ก็รอไปเลยไมเนอร์เชนจ์ซึ่งน่าจะมาช่วงต้นปี 2018 และตอนนั้นราคาคงจะถูกลง เพราะสามารถใช้อัตราภาษีอีโ๕คาร์เฟส 2 ที่จะเริ่มใช้ปี 2016 ได้ ถึงตอนนั้นเขาจะเพิ่มของเล่นให้เอง แล้วอาจตั้งราคาเดิมครับ เรื่องตัวรถถือว่ายอดเยี่ยมครับ แต่ติเรื่องแคบเท่านั้นเอง แต่ถ้าขับคนเดียว หรือมีผู้โดยสารซัก 2-3 คน ไม่มีปัญหาแน่นอน สุดท้ายแล้ว...ก็ขอบอกว่า รถคันนี้แม้มันจะเล็ก แต่มันมีพลังที่เทพเกินตัวของมัน แต่สุดท้าย..ถ้าให้ผู้เขียนเลือก มันก็ยังไม่สามารถตัดใจได้จาก Honda Jazz และ City อยู่ดีนะครับ...
อยากติดตามข่าวสารรถใหม่ อัพเดตเร็วทันใจ คุยสารพัดเรื่องรถ 
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น