วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เปิดตัวครั้งแรกโนโลก All-New Toyota Hilux Revo ปฏิวัติ(เกือบ)ทุกมิติ พร้อมขึ้นชกสู้ศึกตลาดกระบะ

  หลังจากที่มีรถออกมาวิ่งทดสอบกันตั้งแต่ปีที่แล้ว เอารถค่ายอื่นๆมาวิ่งเปรียบเทียบสับขาหลอกบ้างอะไรบ้าง รวมทั้งภาพหลุดรถในโรงงานและสเปคต่างๆ อีกทั้งยังมีรูปรถแบบเต็มๆมาให้ชมก่อนเปิดตัวจนเกือบจะหมดความน่าตื่นเต้นอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามก็ยังเหลือการรอชมสเปคต่างๆและราคาของรถ รวมทั้งการไปนั่งสัมผัสคันจริงสำหรับตัวผมเอง และแน่นอน 1 ปีเศษๆกับการรอคอยกระบะที่มีคนเฝ้ารอมากที่สุดก็ได้หมดลงแล้วครับ

   เมื่อวันที่ 21 พ.ค. บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ก็ได้ทำการเปิดตัว All-New Toyota Hilux Revo โฉมใหม่ เจเนเรชั่นที่ 8 เป็นที่เรียบร้อยครับ ภายใต้นิยาม "ปฏิวัติทุกมิติ แห่งกระบะอนาคต" โดยจัดงานเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ 5 ภาคทั่วไทย โดยสถานที่หลักคือ ไบเทค บางนา ส่วนทางภาคเหนือก็จัดที่เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ ,ภาคอีสานจัดที่ลานอู้ฟู่ ขอนแก่น,ภาคใต้จัดที่ เซ็นทรัล เฟสติวัล หาดใหญ่ และ ภาคตะวันออก อยู่ที่ ศาลากลางจังหวัดชลบุรี เท่านั้นยังไม่พอยังถ่ายทอดสดการเปิดตัวผ่านช่องโทรทัศน์หลายช่อง ไม่ว่าจะเป็นช่อง Workpoint,ช่อง 8,ไทยรัฐทีวี,MCOT HD,Nation และทางเว็บไซด์ของ Toyota ด้วยครับ




  โดย คุณเคียวอิจิ ทานาดะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค มาร์เก็ตติ้ง แอนด์เซลส์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดได้กล่าวไว้ว่า นับตั้งแต่การแนะนำ Hilux เจนเนอเรชั่นที่ 1 ในปี พ.ศ. 1968 Hilux ได้จำหน่ายให้แก่ลูกค้ากว่า 16 ล้านคน ในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก จนทำให้กระบะ Hilux เป็นรถกระบะในดวงใจของลูกค้ามากที่สุดในโลก และยังเป็นผลิตภัณฑ์หลักของ Toyota ที่จำหน่ายทั่วโลก ผลิตจากโรงงาน Toyota 6 ประเทศ โดยไทยนับเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็นสัดส่วนถึง 70 % ของยอดผลิตทั่วโลก  ในประเทศไทยนั้น Hilux เป็นรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง


 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการแนะนำเจนเนเรชั่นที่ 7 ในปี 2004 ไฮลักซ์ก็สามารถครองตำแหน่งแชมป์รถกระบะด้วยยอดสะสมในประเทศกว่า 1,650,000 คัน ครองอันดับ 1 ในตลาดกระบะ 9 ปีซ้อน และไทยยังส่งออกรถยนต์ภายใต้โครงการ IMV กว่า 2,400,000 คัน


ทั้งหมดนี้แสดงถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าทั่วโลก ที่มีต่อคุณภาพและสมรรถนะของ Toyota Hilux ทำให้เป็นรถกระบะยอดนิยมระดับโลกอย่างแท้จริง ซึ่ง Hilux เจนเนอเรชั่นที่ 8 นี้ นับเป็นความภาคภูมิใจของ Toyota ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติทุกมิติของรถกระบะอย่างแท้จริง กับการเปลี่ยนโฉมในทุกตารางนิ้ว เพื่อตอบสนองทุกความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าอย่างเหนือความคาดหมาย ภายใต้ชื่อใหม่ว่า "Hilux Revo"

   มาเริ่มดูที่ตัวรถกันก่อนเลย ซึ่งก่อนอื่นต้องขอบอกตามตรงเลยว่า เจ้า All-New Toyota Hilux Revo ใหม่นั้น แม้จะถูกนิยามว่าเป็นรุ่นใหม่หมดทั้งคันก็จริง แต่ทว่ารถคันนี้ยังคงใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกับ Hilux Vigo ตัวเดิม ซึ่งก็ไม่ได้แปลกอะไร เพราะเดี๋ยวนี้ค่ายรถหลายค่ายเลือกที่จะพัฒนารถใหม่ภายใต้พื้นฐานเดิม ซึ่งเราก็เห็นมาแล้วหลายรุ่นหลายคัน แต่ถ้าเทียบกับกระบะพิกัดเดียวกันนั้น ก็จะมีอยู่ 2 ค่าย นั่นคือ NP300 Navara และ Triton ว่ากันง่ายๆ ตัวถังนอกใหม่หมด แต่แซสซีส์ข้างในยังเป็นชิ้นเดิมๆ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้า Hilux Revo ก็ได้ทำการยึดแซสซีส์รถให้ยาวขึ้นอีกนิด เพื่อรับกับหน้าและกระบะท้ายที่ยาวขึ้นและกว้างกว่าเดิม


   หน้าตาของรถนั้นได้รับการออกแบบภายใต้ Design Lauguage ที่เรียกว่า Keen Look ซึ่งก็มากับหน้าตาที่มีแรงบันดาลใจจากรถเก๋งขายดีอย่าง Corolla Altis โฉมล่าสุด มากับไฟหน้าทรงโฉบเฉี่ยวพร้อมติดตั้งไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมไฟ Daytime Running Lights ที่ให้ความสว่างจุใจถึง 12 เม็ด ซึ่งจำกัดสิทธิ์ให้เฉพาะรุ่นบนๆเท่านั้น ส่วนรุ่นล่างๆก็ได้ไฟหน้าฮาโลเจนธรรมดา แต่มีระบบไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติทุกรุ่น และระบบ Follow Me Home ซึ่งหลังจากดับเครื่อง ปิดประตูรถแล้ว ไฟหน้ายังคงทำงานอยู่อีกสักระยะ เป็นประโยชน์กับการจอดในที่มืด

กันชนได้รับการออกแบบให้มีขนาดใหญ่ พร้อมช่องระบายอากาศทรงโตอันเป็นที่ตั้งของอินเตอร์คูลเลอร์ใหม่ ฉะนั้นหมดยุคแล้วสำหรับจมูกบนฝากระโปรงรถครับ กระจกมองข้างใหม่ที่ดูหรูขึ้น เส้นสายด้านข้างยังมีอิทธิพลจากรุ่นเดิมพอสมควร แต่ได้ออกแบบมิติตัวถังใหม่ให้ดูบึกบึนขึ้น ทำให้ตัวรถเหมือนจะใหญ่พอๆกับ Ford Ranger แต่ขนาดก็ไม่ได้หนีจากเดิมเลย ล้ออัลลอยมากับขนาด 17 นิ้วที่ชวนให้นึกถึงล้อของ Sport Rider เมื่อนานมาแล้ว แต่ก็ดูแข็งแกร่งสมกับตัวรถ ยังพอดูได้ ซึ่งก็มากับยางแบบ All-Terrain รองรับทุกสภาพถนน

กระบะท้ายออกแบบให้ใหญ่กว่าเดิมนิดหน่อย พร้อมบันไดท้ายที่ปีนง่ายกว่าเดิม ไฟท้ายทรงประหลาดที่ดูแล้วเหมือนกับเอาไฟท้ายเดิมมายึดขยาย ซึ่งมองรูปร่างแล้วคล้ายๆกับไฟท้าย D-Max ตัว "รุ่นใหม่ของโลก" เลย แม้แต่บันไดท้ายยังเหมือน และอีกอย่างหนึ่งสำหรับไฟท้ายรถคันนี้คือ มันมีไฟตัดหมอกหลังติดตั้งที่ไฟท้ายข้างขวา (เหมือน Ranger WildTrak) ซึ่งมีทุกรุ่นเลย และยังมีครีบแหวกอากาศช่วยการทรงตัวของรถดีขึ้น



   มาดูภายในห้องโดยสารของรถที่ยกระดับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งมองๆแล้วเหมือนไม่ใช่ห้องโดยสารของรถกระบะแม้แต่น้อย ซึ่งแรงบันดาลใจในห้องโดยสารได้รับแรงบันดาลใจจากรถยนต์นั่งอย่าง Corolla Altis แต่ออกแบบได้หรูหราน่าสัมผัสกว่า ทุกรุ่นจะได้พวงมาลัยใหม่ที่รูปทรงน่าจับเอาการ มาตรวัดที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้หรูหรากว่าเดิม ซึ่งในรุ่นบนๆจะเป็นมาตรวัดแบบ Optitron พร้อมจอแสดงผลการขับขี่ TFT ขนาด 4.2 นิ้วแบบ 3 มิติ ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติที่แม้จะยังไม่ได้แอร์แยกโซนแบบชาวบ้านหลายเจ้า แต่ได้รับการยืนยันจากเซลล์หลายท่านว่า "มีฮีตเตอร์" ครับ อย่างน้อยก็แลกกับระบบปรับอากาศตอนหลังในรุ่น 4 ประตู ชุดหน้าจอเครื่องเล่น DVD ของรถจะได้จอสัมผัสคล้ายๆ iPad ตรงกลาง ขนาด 7 นิ้ว รองรับระบบนำทาง T-Connect เชื่อมต่อ USB AUX Bluetooth ระบบโทรออกด้วยเสียง ช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสสลับ AC 220V  และยังมีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ติดตั้งมาให้อีกด้วย นอกจากนี้แล้วอีกจุดเด่นสำคัญของรถคันนี้คือบริเวณช่องเก็บของคอนโซลหน้ายังมี Cool Box ช่วยรักษาความเย็น เก็บเบียร์ เก็บโออิชิได้สบายเลย


   สำหรับขุมพลังรถนั้น ได้ปลดประจำการเครื่องยนต์รหัส KD เดิมที่รับใช้ Vigo มานานกว่า 11 ปี แต่ในเจเนเรชั่นใหม่นั้นได้ถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ตระกูล GD Engine ที่มีระบบ Start & Stop เหมือรถเก๋งหลายรุ่น ที่ช่วยดับเครื่องยนต์เมื่อรถหยุดนิ่ง ซึ่งก็มากับขุมพลังดังต่อไปนี้
- เครื่องยนต์ดีเซล 1GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC VN Turbo และ Intercooler ขนาด 2.8 ลิตร มากับพละกำลัง 177 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีดพร้อม Sequantial Shift (เกียร์ธรรมดา 6 สปีด แรงบิด 420 นิวตัน-เมตรที่ 1,400-2,600 รอบ/นาที) 
รุ่นตอนเดียว 2.8 J Plus จะมากับพละกำลัง 170 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตรที่ 1,200-3,400 รอบ/นาที

- เครื่องยนต์ดีเซล 2GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC VN Turbo และ Intercooler ขนาด 2.4 ลิตร มากับพละกำลัง 150 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-2,000 รอบ/นาที
รุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด จะมีพละกำลัง 150 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตรที่ 1,400-2,800 รอบ/นาที

- เครื่องเบนซิน 2.7 ลิตร 2TR-FE 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC Dual VVT-i มากับพละกำลัง 166 แรงม้าที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 245 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด


ในรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีดจะมีโหมด iMT เข้าเกียร์นุ่มนวล ไม่กระตุก ทุกรุ่นจะมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 2 แบบได้แก่ โหมดประหยัด Eco Mode และโหมดความเร็ว Power Mode พร้อมกันนี้ยังมากับโครงสร้างแชสซีส์ใหม่ FIRM (Frame with Integrated Rigidity Mechanism) ออกแบบให้แข็งแกร่งทนทานยิ่งขึ้น ใช้เหล็กกล้าแรงดึงสูง High Tensile Strength Steel ลดแรงสั่นสะเทือน เพิ่มความนุ่มนวล ช่วยดูดซับแรงกระแทกจากการชน ซึ่งมีความแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม 20% ด้วยการเพิ่มขนาดพื้นที่ตัดขวางของแชสซีส์ให้ใหญ่ขึ้น เพิ่มจุดเชื่อมต่อของคานเหล็กแนวขวาง และยังถูกออกแบบให้ดูดซับแรงกระแทกจากการชนได้ดีกว่าเดิม 15% ช่วยปกป้องผู้โดยสารได้เหนือชั้นกว่าเดิมอีกด้วย


ระบบช่วงล่างใหม่แบบ DCS (Dynamic Control Suspension) พร้อมระบบกันสะเทือนใหม่ ให้สมรรถนะราวกับรถ SUV หรู ชุดแหนบถูกออกแบบให้ยาวขึ้น ช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่าเดิม ขยายระยะห่างของแหนบซ้าย-ขวาให้กว้างกว่าเดิม เพิ่มเสถียรภาพการทรงตัวทั้งในแนวเส้นตรงและขณะเข้าโค้ง ส่วนช็อคอัพ ก็ถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ยกระดับสมรรถนะในด้านการเกาะถนนเมื่อต้องวิ่งบนเส้นทางออฟโรด

ในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลจะได้ระบบระบบควบคุมเสถียรภาพของห้องโดยสาร (Body Control with Torque Demand) ตัวระบบจะทำการควบคุมแรงบิด ช่วยลดการกระพือของห้องโดยสารอันเนื่องมาจากสภาพถนน ให้การขับขี่ราบเรียบและนุ่มนวลยิ่งขึ้น


   สำหรับระบบความปลอดภัยของรถนั้น Toyota ก็ไม่พลาดที่จะอัดแน่นระบบความปลอดภัยของรถที่ครบครัน
- ระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD ทุกรุ่น
- ระบบเสริมแรงเบรก BA
- ระบบควบคุมการทรงตัว VSC
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีแบบแอคทีฟ A-TRC (เฉพาะรุ่นท็อป)
- ระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC
- ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน DAC (เฉพาะรุ่นท็อป)
- ระบบล็อคเฟืองท้าย Diif-Lock (ในรุ่น 4WD)
- กล้องมองหลัง
- ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (ขั้นต่ำ 3 ตำแหน่ง)
- โครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA

   All-New Toyota Hilux Revo ใหม่มีสีใหม่ให้เลือก 3 สีได้แก่ สีน้ำเงิน Nebula Blue สีแดง Crimson Spark Red และสีขาวมุก White Pearl Crystal มีรุ่นย่อยให้เลือกทั้งหมด 33 รุ่นย่อยด้วยกัน ซึ่งมีราคาดังต่อไปนี้ครับ
 
Standard Cab
2.4 J
569,000 บาท
2.7 J
569,000 บาท
2.4 J Plus ช่วงสั้น
585,000 บาท
2.8 J Plus
605,000 บาท
2.8 J 4x4
675,000 บาท
Smart Cab
2.4 J
619,000 บาท
2.4 J Plus
679,000 บาท
2.7 J Plus
679,000 บาท
2.4 E
709,000 บาท
2.4 G
815,000 บาท
2.4 J Plus Prerunner
729,000 บาท
2.4 E Prerunner
765,000 บาท
2.7 E Prerunner
765,000 บาท
2.4 E Prerunner A/T
815,000 บาท
2.4 E Prerunner Navi
815,000 บาท
2.8 G Prerunner Navi
859,000 บาท
2.4 G Prerunner A/T Navi
865,000 บาท
2.4 E 4WD
799,000 บาท
2.8 G 4WD Navi
899,000 บาท
รุ่น Double Cab
2.4 J Plus
725,000 บาท
2.4 E
795,000 บาท
2.7 E
795,000 บาท
2.4 J Plus Prerunner
809,000 บาท
2.4 E Prerunner
845,000 บาท
2.4 E Prerunner A/T
895,000 บาท
2.7 E Prerunner A/T
895,000 บาท
2.4 G Prerunner Navi
925,000 บาท
2.4 G Prerunner A/T Navi
969,000 บาท
2.4 G Plus Prerunner A/T Navi
1,009,000 บาท
2.8 G Prerunner A/T Navi
1,099,000 บาท
2.4 E 4WD
899,000 บาท
2.8 G 4WD Navi
1,069,000 บาท
2.8 G 4WD A/T Navi
1,139,000 บาท


   โดยทาง Toyota ได้ตั้งเป้ายอดขายของ Hilux Revo ใหม่ไว้ถึง 14,000 คัน/เดือนกันเลยทีเดียว ซึ่งกำหนดการส่งมอบนั้นจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ยกเว้นรุ่น Smart Cab ที่พร้อมส่งมอบได้ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนครับ ใครที่สนใจก็สามารถไปทดลองขับในงาน The Planet Of Revolution ที่ไบเทค บางนา,เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ ,ลานอู้ฟู่ ขอนแก่น,เซ็นทรัล เฟสติวัล หาดใหญ่ และศาลากลางจังหวัดชลบุรีตั้งแต่วันที่ 22-24 พ.ค. นี้ หรือที่โชว์รูมโตโยต้า 427 แห่งทั่วประเทศ


อยากติดตามข่าวสารรถใหม่ อัพเดตเร็วทันใจ คุยสารพัดเรื่องรถ 
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น