วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

First Meeting EP.8 Toyota Hilux Revo : ปฏิวัติเกือบทุกมิติ แต่ยังไม่ปฏิวัติเรื่องการจัดวาง Option

  ในปี 2015 นี้น่าจะเป็นปีทองของตลาดรถกระบะ และเป็นปีทองของตลาดรถอเนกประสงค์พื้นฐานกระบะ หรือ PPV นั่นเอง เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ นั่นก็เป็นเพราะว่า ในปีนี้จะมีทั้งกระบะและ PPV ใหม่หลายรุ่นทยอยเปิดตัวกันออกมากันในปีนี้ ก่อนในปีหน้าที่จะมีการปรับภาษีสรรพสามิตใหม่ ซึ่งจะทำให้ราคารถกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น มีโอกาสก็ต้องรีบคว้าน้ำเหลวกันก่อนครับ

   และแน่นอนหนึ่งในไฮไลต์สำคัญในปีนี้ ที่หลายคนรอคอยกันมากที่สุด มันก็คงหนีไม่พ้น All-New Toyota Hilux Revo ใหม่ ซึ่งเชื่อกันว่าต่างคนต่างเฝ้ารอคอยกันมาเป็นปีแล้วสำหรับรถคันนี้ เพราะตั้งแต่มันออกมาวิ่งทดสอบในไทยและทั่วโลกตั้งแต่ช่วงเมษายนปี 2557 นั่นก็ทำให้ต่างคนต่างเฝ้ารอและดูมันตลอดมา หลายคนตั้งความหวังกับมันว่ามันจะต้องดีกว่า Hilux Vigo โฉมเดิม เนื่องด้วยมันเอาทั้ง Ford Ranger และกระบะหลายๆรุ่นในเมืองไทย มาวิ่งทดสอบร่วมด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่ง Volkswagen Amarok ก็ยังเอามาวิ่งเปรียบเทียบ (ในต่างประเทศ) 

ซึ่งก็น่าแปลกใจที่ว่า งานนี้ หลายคนที่เฝ้ารอคอย Hilux Revo ต่างเอามันไปเทียบกับ Ford Ranger มากกว่าที่จะเอาไปเทียบ Isuzu D-Max คู่แข่งสายตรงของ Hilux Revo มีแต่คนถามกันว่า มันจะใหญ่เท่า Ford ไหม? แรงกว่า Ford ไหม? และเมื่อดูจากรูป Spy Shot ที่มันวิ่งว่อนไปทั่ว ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เหมือน Ford เลย อย่างนั้นอย่างนี้ นานาสารพัด

และก่อนการเปิดตัวก็ยังมีเรื่องให้วุ่นวายนั่นคือ ภาพหลุดคันสีขาวจากโรงงาน ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนก็ต่างตีโพยตีพาย ไม่สวยอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่สมการรอคอยเลย แต่ตรงนี้ไม่ใช่ประเด็นครับ เพราะประเด็นคือ เมื่อมีภาพหลุดแบบนี้ แน่นอนว่าทาง Toyota ก็ต้องตามจัดการและหาต้นตอให้ได้ ซึ่งอย่างไรก็ตามภาพนี้ ก็ว่อนโลกโซเชียลไปทั่ว ต่อให้ห้ามลบอย่างไร มันก็ไม่หมด แค่ Search หาในอากู๋ ก็เจออย่างง่ายดาย

นั่นยังไม่พอ ก่อนการเปิดตัวเพียงไม่กี่วัน ก็มีภาพถ่ายจากโชว์รูมมาให้เห็นกันเต็มๆ ชนิดที่ว่าจะทำให้การเปิดตัวในวันถัดไปหมดความตื่นเต้นไปเลย หรือจะเป็นเรื่องรถเทรลเลอร์คว่ำที่ลำปางอีก  ซึ่งถ้าว่ากันตามเหตุผล ท่านก็ลองจินตนาการดูครับว่า ถ้ารถที่จอดบนเทรลเลอร์ชั้น 2 เกิดพลิกคว่ำและหมุนตลบไปกว่า 200 เมตร แล้วสภาพเป็นแบบที่เห็นในข่าว มอง ณ จุดๆนี้ โครงสร้างนิรภัยของมันก็สามารถทำหน้าที่ที่ดีได้แล้ว นี่ไม่ใช่การแก้ตัวให้ นี่ไม่ใช่การเข้าข้าง แต่นี่คือความจริงที่ควรรู้ ไม่ใช่เอะอะก็ด่าเพื่อให้สาแก่ใจสาวกแบรนด์รองทั้งหลาย เพราะยังไงก็ตาม จะแบรนด์ไหน จะถูกจะแพง เจอแบบนี้ ก็เละไม่เหลือเหมือนกัน

และเมื่อวันเปิดตัวมาถึง.....

   หลังจากการเปิดตัวของ Toyota Hilux Revo ใหม่ แน่นอนว่าก็มีหลายเสียงหลายกระแสที่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับตัวรถทั้งทางบวกและลบ หลายคนมีทั้งสมหวังและผิดหวังกับหน้าตาและราคา ซึ่งก็ไม่แปลกครับ เจ้าตลาดทำอะไรผิดนิดหน่อย ก็โดนกระหน่ำโจมตี ซึ่งก็ได้ใจ FC  แบรนด์รองกันเลยทีเดียว ซึ่งการเปิดตัวครั้งนี้ Toyota ก็ใช้ความเป็นพ่อบุญทุ่ม จัดงานเปิดตัวแบบยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะโชว์ 4D ถ้าใครเข้าไปดูที่ไบเทค แบบว่า มีน้ำกับฟองตกลงมาด้วย 555+

  อย่าว่าแต่ประชาชนคนอื่นเลยครับ แม้แต่ผมเองก็ยังแอบผิดหวังกับมันนิดหน่อย โดยเฉพาะราคาค่าตัวที่เชื่อเลยว่า Toyota มันต้องเอามาตรฐานไปเทียบกับ Ford Ranger แน่ๆเลย ถึงกล้าดีตั้งราคาให้แพงกว่า Ranger ตัวท็อป 15,000 บาท โห...แปลว่าพี่แกต้องมั่นใจว่า รถเขามีดีกว่า Ford Ranger แน่นอน เอาเป็นว่าผมเลยต้องไปสัมผัสของจริงเสียก่อนว่า มันจะดีอย่างที่โฆษณาโปรโมทเสียยิ่งใหญ่ไว้หรือเปล่า

   มาดูกันที่รูปร่างหน้าตาของมันก่อนเป็นอันดับแรกเลย...ซึ่งดูผิวเผินแล้ว รูปร่างของตัวถังรถมันก็ไม่ได้มีความแตกต่างจาก Vigo Champ มากเท่าไหร่ และไม่ได้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเลย เพียงแค่ขนาดตัวถังรถกว้างขึ้น ยาวขึ้นนิดหน่อย แต่เตี้ยกว่าตัวเดิม ซึ่งมันไม่ต่างจากยุคที่แปรเปลี่ยนจาก Mighty-X กลายเป็น Tiger แน่นอนว่าคนที่หวังเรื่องดีไซน์คงจะผิดหวังกันเป็นว่าเล่น แต่สำหรับผมกลับเฉยๆ เพราะ ไม่ได้หวังอะไรมาก เพราะดูจากภาพรถทดสอบที่มาวิ่ง ก็รู้ๆอยู่ว่า เส้นสายเนี่ยไม่ต่างจากเดิมมากหรอก แน่นอนว่า ต้องมีหลายคนคิดว่า สรุปมันคือ Full Model Change หรือ Big Minor Change กันแน่...

ซึ่งคำตอบก็คือ มันก็คือ Full Model Change นั่นหละครับ  ซึ่ง Hilux Revo ใหม่นี้ มีความจริงที่ควรรู้อย่างหนึ่งคือ มันก็ยังคงหยิบยืมชิ้นส่วนบางอย่างจาก Vigo มาปรับใช้ในตัวใหม่ และนำโครงสร้างตัวถังของ Vigo มาพัฒนาใหม่ทั้งหมด ถามหน่อยว่าทำไมต้องทำเช่นนี้? เพราะถ้าจะให้พัฒนาใหม่เลย มันก็คงจะใช้ต้นทุนที่มากเอาการ แล้วอีกอย่างแนวการออกแบบของกระบะก็คงไม่ก้าวไกลไปมากกว่านี้เท่าไหร่นัก ไม่เชื่อไปดูกระบะหลายๆค่าย เส้นสายเนี่ยคล้ายๆกันหมดเลย

   หน้าตาของรถนั้น แน่นอนที่สุดว่า Toyota ยังคงนำดีไซน์การออกแบบ Keen Look มาประยุกต์ใช้กับรถกระบะคันเก่งของพวกเขา เมื่อบวกกับกันชนหน้าพร้อมช่องระบายอากาศทรงโต อันเป็นที่สิงสถิตของตำแหน่ง Intercooler เพราะมันย้ายอินเตอร์ฯมาไว้ตรงกันชนแล้ว หมดยุคกระบะฝากระโปรงมีจมูกไปโดยปริยาย ซึ่งทำให้หน้าตามันดูดุดันกว่าเดิม และหลายคนก็นึกสนุกเอาไปเปรียบกับปลาดุก ปลาบึก หรือไม่ก็สุนัขพันธุ์ปั๊ก โอ๊ย! นึกแล้วขำ 555+ แน่นอนละครับ ไอ้แนวการออกแบบนี้เนี่ย มันก็มาสไตล์ปลาดุกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว 555+ สำหรับผมถือว่าหน้าตาออกมาก็ดูดีใช้ได้เลย มันก็แล้วแต่มุมมองครับ บางคนเห็นแล้วชอบ บางคนเห็นแล้วเกลียดเลย

และที่ขาดไม่ได้...ไฟหน้า Projector พร้อมไฟ Daytime Running Lights [DRL]แบบ LEDตามยุคตามสมัย ถ้าเกิดไม่มี จะต้องโดนดราม่า อย่างแน่นอน ซึ่งมันก็มีให้แล้วละครับ ชนิดที่ว่า Altis กับ Camry ยังต้องอายม้วน เพราะ Toyota จัดเม็ดไฟ LED สวยงาม 12 เม็ดให้กับ Hilux Revo แต่รถเก๋ง 2 คันที่ว่ามันได้แค่ 4 เม็ดเอง 

แต่ทว่า Toyota เล่นจัดไฟหน้าสวยๆแบบนี้ไว้ให้แค่รุ่น 4 ประตูเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น มันไปกระจุกแค่ในตัว 2.8 เท่านั้น ซึ่งก็สรุปง่ายๆว่า..."ถ้าตรูอยากได้ไฟหน้าสวยๆ ต้องกำเงินไม่ต่ำกว่า 1 ล้านไปซื้อมา" ว่างั้นเถอะ เอิ่ม...Toyota ครับ หลายคนเขาก็รอคอยการมาของกระบะท่าน เรื่องตรงนี้ไม่น่าทำให้ใครผิดหวังเลยนะครับ อย่างน้อยจัดมาให้ในเกรด G ทุกรุ่นก็ยังดี หรือไว้ในรุ่น Prerunner เกือบทุกรุ่นย่อยหน่อยก็ได้ เอาจริงๆ แค่ได้ DRL 12 เม็ดสวยๆแต่ไฟหน้ายังเป็นฮาโลเจนก็ยังดีนะครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ไฟ DRL ก็มีให้ทุกรุ่นครับ แต่รุ่นที่ไม่ใช่แบบ LED ก็จะได้ไฟหน้ามัลติรีเฟลกเตอร์ และไฟ DRL แบบไฟหรี่ธรรมดา แต่อย่างไรก็ตามไฟหน้ารถตัวนี้จะมีระบบ Follow Me Home หลังจากดับเครื่อง ปิดประตูรถแล้ว ไฟหน้ายังคงทำงานอยู่อีกสักระยะ เป็นประโยชน์กับการจอดในที่มืด



   มาดูที่เส้นสายของรถบ้าง ซึ่งมองเผินๆแล้ว มันยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมๆของ Hilux Vigo ไว้ครบเลย Toyota ได้แต่งเติมเพิ่มมิติของรถให้ดูหนากว่าเดิม ซึ่งพอลองสัมผัสเหล็กของรถแล้ว มันหนากว่าเดิมจริง ไม่ใช่พิงแล้วยุบ ถ้าลองเทียบกับ Altis 2010 ที่บ้านผมแล้วละก็ ตัวถังหนากว่าเยอะเลย ในรุ่นบนๆนั้นจะมีเส้นขอบโครเมียมติดบริเวณประตูด้วย ซึ่งทำให้มันยกระดับความหรูหราได้มากกว่าเดิมด้วย เส้นสายประตูหน้าจะแลดูคล้ายของเดิม แต่เราจะเห็นได้ว่ามันแอบเล่นเส้นสายประตูหน้าแบบ NP300 Navara คือมีหักๆงอๆนิดหน่อย บริเวณประตูหน้า ส่วนประตูท้ายของรถจะทำคล้าย Mazda BT-50 Pro แล้วลากเส้นขวางอีกที แม้แต่ในรุ่น Smart Cab ประตูแค็บยังจะคล้าย Mazda BT-50 Pro เลย นอกจากนี้ Toyota ยังเปลี่ยนบันไดข้างใหม่ให้เป็นสีดำทั้งชิ้น ซึ่งดูๆแล้วดิบเถื่อนพอๆกับ Ford Ranger เลย นี่แปลว่าพี่ Ford มันมีดีแบบไหน พี่โตขอทำบ้างเนอะ....555+

   มาดูส่วนกระบะท้ายกันบ้างครับ เห็นได้ชัดว่ากระบะท้ายของ Hilux Revo ออกแบบใหม่ให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย และออกแบบให้มีความเป็นอเมริกันสไตล์มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเรื่องไฟท้ายที่เห็นในรูปแล้ว บอกเลยว่าไม่สวยอย่างแรง ซึ่งมันเหมือนกับการเอาไฟท้าย Hilux Vigo Champ ไปยืด ซึ่งมองเผินๆแอบคล้าย D-Max รุ่นใหม่ของโลกเลย แต่ทว่าไปดูของจริงแล้ว ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้เลย และที่ชอบเป็นการส่วนตัวคือ กันชนท้ายที่ออกแบบให้ปีนง่ายกว่าตัวที่แล้ว แถมกันชนท้ายดันเหมือน Isuzu D-Max ตัวเก่าอีก... ส่วนกล้องมองหลังหลายคนอาจจะไม่เห็น เพราะ Toyota ได้ซ่อนกล้องไว้อย่างแนบเนียนบริเวณฝาเปิดด้านท้าย

อ้า..อีกเรื่องที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมไอ้ไฟท้ายข้างขวา มันไม่เหมือนกันหว่า...คำตอบก็คือว่า ไฟท้ายข้างขวานั้น ได้ทำการติดตั้งไฟตัดหมอกหลัง เหมือนที่เคยทำ Corolla Altis รุ่นเก่าๆ และ Yaris ว่ากันง่ายๆ มันจะมีไฟถอยแค่ข้างเดียวนั่นเอง แน่นอนว่า ที่ Toyota ติดก็คงจะเป็นเพราะ Ford อีกตามเคย เพราะ เจ้า Ranger Wildtrak มันติดไฟแบบนี้ไว้แค่ตัว 3.2 ในขณะที่ Toyota เล่นใส่มาทุกรุ่นย่อยเลย สาเหตุที่ติดตั้งมา ก็คงจะเป็นเพราะมาตรฐานความปลอดภัยของยุโรปซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่ว่า "ไฟตัดหมอกหลังต้องอยู่ฝั่งเดียวกับคนขับ" ซึ่งก็ไม่แปลกว่า Hilux คันที่ทดสอบในยุโรปจะมีไฟตัดหมอกหลังข้างซ้าย 

เรื่องสุดท้ายของภายนอกรถ ก็คือ เรื่องล้อรถนั่นเอง รุ่นยกสูงทุกรุ่น ทั้ง Prerunner และ 4x4 จะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วทั้งหมด ซึ่งรุ่นเริ่มต้นของ Prerunner ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีรุ่นย่อยใหม่ J Plus Prerunner ซึ่งจะได้เป็นล้อกระทะพร้อมฝาครอบขนาด 17 นิ้ว หลายคนก็บ่นกันว่า รถคันละ 7-8 แสนกว่าบาท ได้ล้อกระทะเหรอ ก็ต้องเรียนไว้ก่อนว่า "มันคือรุ่นเริ่มต้นของ Prerunner" ถ้าใส่ล้อ 17 นิ้วมา มันก็กลายเป็นรุ่น E แล้วคงจะแบ่งออปชั่นไม่ถูก ฉะนั้น เพื่อสร้างความต่างที่ชัดเจน เลยต้องให้มาแบบนี้ ฉะนั้นผมเลยแนะนำดีกว่าครับ ที่จริง Toyota น่าจะออกแบบล้อซัก 16 นิ้วซักลายนึง เอามาใส่แทน J Plus Prerunner ก็ได้ครับ แต่ดูๆแล้ว ลายฝาครอบมันสวยกว่าล้อ 17 อีกแฮะ

    ส่วนล้อตั้งแต่รุ่น E Prerunner ขึ้นไป จะได้ล้อขนาด 17 นิ้ว ที่ดูลายล้อแล้ว ชวนนึกถึงล้อของ Hilux Tiger D-4D กันเลยทีเดียว ซึ่งมันออกแบบให้ดูแข็งแกร่ง (สรุปคือมันจะแข่งเรื่องความแกร่งตามฟอร์ดว่างั้นเถอะ) มองบางครั้งก็ดูดี มองใกล้ๆลายโคตรขี้เหร่เลย แต่ก็ยังพอรับได้อยู่ ทางที่ดีในรุ่น Minor Change ช่วยแก้ไขลายล้อด่วนเลย หรือทางที่ดีสดุๆ ขอล้อขนาด 18 นิ้วแบบในเวอร์ชั่นส่งออก (และจะมาใน Fortuner ใหม่) มาใส่ได้มั้ย ใส่ในรุ่นบนๆก็ยังดี




ส่วนรุ่นตัวเตี้ย 4x2 ในเกรด E จะได้ล้อขนาด 16 นิ้วที่สวยกว่าล้อ 17 นิ้วหลายขุม ส่วนรุ่น J Plus จะเป็นล้อกระบะพร้อมฝาครอบขนาด 16 นิ้ว และรุ่น J จะเป็นล้อกระทะเหล็กธรรมดาไม่มีฝาครอบ

โดยรวมของการออกแบบภายนอกรถคือ มันออกแบบให้ดูกลางๆ ไม่ได้ดูสวยงามกว่าชาวบ้านเขาเลย แต่มันยิ่งนานไป มันกลับดูสวยขึ้นมาก ซึ่งความสวยงามก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละท่านครับ บางคนก็ชอบ บ้างก็ว่าสวยแบบแปลกๆ บ้างก็ว่าขี้เหร่ ห่วยมาก ก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละคน นานาจิตตังครับ


   เอาละครับ มาดูกันที่ภายในห้องโดยสารกันบ้าง เริ่มที่บริเวณพวงมาลัยของรถที่ออกแบบให้ดูสวยงามหรูหรากว่าเดิม ปุ่มบนพวงมาลัยต่างๆนานาดูดีกว่าเดิม และเผอิญว่าแนวการออกแบบพวงมาลัยก็ชวนนึกถึง Ford Ranger ด้วยซะอีก (ตั้งแต่พิมพ์มามันเหมือน Ford กี่เรื่องละเนี่ย 555+) แต่ช่างเถอะ เรื่องเหมือนค่ายอื่นไม่ได้สนใจมากมาย มาตรวัดของรถที่มากับมาตรวัดแบบ Optitron (เฉพาะตัว G) และมากับหน้าจอ TFT 4.2 นิ้วตรงกลาง แบบ 3 มิติ (เฉพาะตัว G อีกแล้วครับท่าน) ซึ่งถ้าเปิดไฟแล้วมันจะดูสวยมากทีเดียวครับ น้องๆ Camry เลยละครับ

ไล่มาที่บริเวณคอนโซลหน้าบ้าง ซึ่งแนวการออกแบบนั้น เหมือนกับรถเก๋งอย่าง Corolla Altis เลย (หน้าเหมือนยังไม่พอ ภายในเหมือนอีก) แต่ได้ปรับใหม่ให้ดูทันสมัยและหรูหรากว่า Corolla Altis เลยทีเดียว ไม่แปลกใจเพราะสมัยนี้ภายในกระบะชอบออกแบบแนวเก๋งกันหมดแล้วละครับท่าน บริเวณคอนโซลหน้าจะมีนาฬิกาในตำนานแบบ Altis เป๊ะเลย ไล่มาจนถึงบริเวณเครื่องเสียง ซึ่งเป็นบริเวณที่หลายคนขัดตาที่สุด เพราะมันทำคล้ายๆกับการเอา iPad แดนมังกรมาแปะไว้ ซึ่งตอนไม่เปิดไฟมันก็ดูแปลกๆงั้นๆ แต่พอเปิดไฟเท่านั้นหละ มันจะดูดีขึ้นมาก เสียดายที่ผมไม่เคยเห็นตอนเปิดไฟเหมือนกัน เคยเห็นแต่ในรูปอะนะ 

โดยระบบเครื่องเสียงตั้งแต่รุ่น G ขึ้นไปจะได้เป็นหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วพร้อมระบบนำทางที่รองรับ T-Connect พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB AUX ส่วนตั้งแต่รเกรด E ลงมา จะเป็นวิทยุธรรมดาที่ยังคงเป็นลักษณะแบบ iPad แปะบนคอนโซลเหมือนเดิม ทุกรุ่นสามารถรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth ทั้งหมด


ระบบปรับอากาศ คราวนี้ Toyota ก็ใจดีจัดระบบปรับอากาศอัตโนมัติให้มาในรุ่น G ทุกรุ่น แต่กลับไม่มีระบบปรับอากาศแบบแยกโซนซ้าย-ขวาแบบที่หวังไว้ แต่ยังดีที่ว่ามันยังมีฮีตเตอร์มาให้ ทำให้รถเก๋ง Altis อายม้วนไปเลย แม้ไม่มีแอร์แยกโซน แต่ก็แลกกับการติดตั้งระบบปรับอากาศตอนหลังมาให้ ซึ่งก็มีแค่ในรุ่น G แบบ Double Cab เท่านั้น ก็ยังดีกว่าไม่มีให้แล้วกันเนอะ อีกจุดที่ชอบที่สุดก็คือราวจับบริเวณเสากลาง ที่ทำมายาวสะใจ คล้ายๆใน NP300 Navara เลย 

การประกอบภายในถือว่าทำได้ดีกว่า Hilux Vigo ซึ่งก็เป็นปกติอยู่แล้ว การบุภายในบริเวณแผงประตูหรืออะไรก็ตามดูดีไปเสียหมด และบริเวณฐานเกียร์ก็ออกแบบให้ดูดีกว่ารุ่นเดิม และเกียร์ธรรมดาที่หัวเกียร์ยาวแบบเกียร์รถเมล์ บขส. ในรุ่นนี้ไม่มีแล้วครับ

อีกจุดเด่นของรถคันนี้ก็คือ กล่องเก็บความเย็น Cool Box ที่ติดตั้งให้ในรุ่น E ขึ้นไปเลย นอกจากนี้แล้ว ยังมีช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า 220V ให้มาตั้งแต่รุ่น G ของตัว Double Cab


และอีกเรื่องที่ขาดไม่ได้คือ ปุ่มสตาร์ท ที่ Toyota ยังคงเอาใจแต่คนซื้อตัวท็อปรุ่น 4 ประตู เครื่องยนต์ 2.8 ลิตรเท่านั้น ส่วนรุ่นอื่นยังเป็นแค่กุญแจบิดธรรมดา บางคนอาจจะคิดว่า กั๊กอีกละ อย่าลืมว่าเจ้า Ford Ranger Minor Change ที่กำลังจะเปิดตัวออกมา ก็ยังไม่มีปุ่มสตาร์ทเช่นกัน ซึ่งก็ไม่ได้ซีเรียสจุดนี้ แต่ว่า ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ทาง Toyota ก็ยังติดให้แค่ตัว 2.8 ลิตร ยกสูง ตัว Double Cab เท่านั้น ซึ่งประเด็นนี้เป็นสิ่งที่แอบขัดใจว่า คนที่ซื้อตัว Smart Cab จะได้อะไรดีๆอย่างปุ่มสตาร์ทหรือ Cruise Control ไม่ได้เลยหรือ?


เบาะนั่งของรถนั้น ในรุ่นตัวเตี้ยจะเป็นเบาะสีดำ ส่วนรุ่นยกสูงทั้งหมด จะเป็นเบาะสีน้ำตาล ตั้งแต่รุ่น G จะเป็นเบาะหนัง นอกนั้นจะเป็นเบาะผ้าคุณภาพสูง ซึ่งคุณภาพดีกว่ารถในญี่ปุ่นบางรุ่น เหมือนที่พี่จิมมี่แห่ง Headlightmag กล่าวไว้เลย ซึ่งตัวเบาะก็ดูกระชับใช้ได้ ส่วนด้านหลังดูเหมือนว่าความสบายในห้องโดยสาร รุ่นเก่าจะทำได้ดีกว่าพอสมควรเลย

    มาดูที่ขุมพลังกันบ้าง ซึ่งขุมพลังรถนั้น ทาง Toyota ก็ได้ปลดประจำการเครื่องยนต์รหัส KD เดิมที่รับใช้ Vigo มานานกว่า 11 ปี แต่ในเจเนเรชั่นใหม่นั้นได้ถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ตระกูล GD Engine ซึ่งเครื่องตัวนี้ ทาง Toyota บอกว่า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ ลดกรสูญเสียความร้อนและแรงเสียดทาน และยังให้แรงบิดสูงสุดในรอบกว้าง ครอบคลุมการใช้งานทั้งช่วงออกตัวและเร่งแซง โดยในรุ่น 2.4 G Plus Double Cab ขึ้นไปจะมีระบบ Start & Stop เหมือรถเก๋งหลายรุ่น ที่ช่วยดับเครื่องยนต์เมื่อรถหยุดนิ่ง ซึ่งก็มากับขุมพลังดังต่อไปนี้

- เครื่องยนต์ดีเซล 1GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC VN Turbo และ Intercooler ขนาด 2.8 ลิตร มากับพละกำลัง 177 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีดพร้อม Sequantial Shift (เกียร์ธรรมดา 6 สปีด แรงบิด 420 นิวตัน-เมตรที่ 1,400-2,600 รอบ/นาที) 
รุ่นตอนเดียว 2.8 J Plus จะมากับพละกำลัง 170 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตรที่ 1,200-3,400 รอบ/นาที

- เครื่องยนต์ดีเซล 2GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC VN Turbo และ Intercooler ขนาด 2.4 ลิตร มากับพละกำลัง 150 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-2,000 รอบ/นาที
รุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด จะมีพละกำลัง 150 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตรที่ 1,400-2,800 รอบ/นาที

- เครื่องเบนซิน 2.7 ลิตร 2TR-FE 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC Dual VVT-i มากับพละกำลัง 166 แรงม้าที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 245 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ค่อยชอบตัวเลขสมรรถนะนัก เพราะแรงไม่ได้มากกว่าชาวบ้านเขาเลย แต่ในความคิดผม ผมคิดว่า เราซื้อมาใช้งาน จะเอาแรงไปไหนครับ จะวิ่งแข่งกันบนถนนกับเขาหรือ เราใช้งานกันบนถนน ไม่ใช่ในสนามนะครับท่าน แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขสมรรถนะก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่ามันแรงหรือเร็วกว่า เพราะบางทีมันอาจจะมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจทำให้มันแรงกว่าชาวบ้านเขาก็ได้ครับ และที่แรงม้าไม่ได้แรงมาก ก็มีเหตุผลเรื่องภาษีและการจำกัดไอเสียเข้ามาเกี่ยวด้วย

   มาดูกันที่ระบบความปลอดภัยบ้าง ซึ่งงานนี้ Toyota ใจดีจัดระบบความปลอดภัยมาให้ครบครัน ที่ขาดไม่ได้คือ ระบบเบรก ABS EBD ทุกรุ่นย่อย ส่วนระบบเสริมแรงเบรก BA ยังคงกั๊กไว้ในตัว 4 ประตูตัว G Plus ขึ้นไป นอกจากนี้ก็จะมีระบบต่างๆอีกมากมาย ซึ่งก็ยัดไว้ในตัวท็อปทั้งหมด อย่าว่างั้นว่างี้นะครับ หลายค่ายนอกจาก Toyota ก็ยังกั๊กระบบพวกนี้ไว้แค่ตัวท็อปๆไม่ต่างจาก Toyota เลย ซึ่งระบบต่างก็มี ระบบควบคุมการทรงตัว VSC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC สองอย่างนี้เฉพาะตัว 2.8 G Double Cab  ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีแบบแอคทีฟ A-TRC (เฉพาะรุ่นท็อป) ระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC เฉพาะตัว 2.8 G Double Cab เช่นกัน ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน DAC (เฉพาะรุ่นท็อป)ะบบล็อคเฟืองท้าย Diif-Lock (ในรุ่น 4WD)  กล้องมองหลัง ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (ขั้นต่ำ 3 ตำแหน่ง) และ โครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA

   ในรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีดจะมีโหมด iMT เข้าเกียร์นุ่มนวล ไม่กระตุก ทุกรุ่น (ยกเว้นตัว J) จะมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 2 แบบได้แก่ โหมดประหยัด Eco Mode และโหมดความเร็ว Power Mode พร้อมกันนี้ยังมากับโครงสร้างแชสซีส์ใหม่ FIRM (Frame with Integrated Rigidity Mechanism) ออกแบบให้แข็งแกร่งทนทานยิ่งขึ้น ใช้เหล็กกล้าแรงดึงสูง High Tensile Strength Steel ลดแรงสั่นสะเทือน เพิ่มความนุ่มนวล ช่วยดูดซับแรงกระแทกจากการชน ซึ่งมีความแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม 20% ด้วยการเพิ่มขนาดพื้นที่ตัดขวางของแชสซีส์ให้ใหญ่ขึ้น เพิ่มจุดเชื่อมต่อของคานเหล็กแนวขวาง และยังถูกออกแบบให้ดูดซับแรงกระแทกจากการชนได้ดีกว่าเดิม 15% ช่วยปกป้องผู้โดยสารได้เหนือชั้นกว่าเดิมอีกด้วย



ระบบ ช่วงล่างใหม่แบบพลวัต DCS (Dynamic Control Suspension) พร้อมระบบกันสะเทือนใหม่ ให้สมรรถนะราวกับรถ SUV หรู ชุดแหนบถูกออกแบบให้ยาวขึ้น ช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่าเดิม ขยายระยะห่างของแหนบซ้าย-ขวาให้กว้างกว่าเดิม เพิ่มเสถียรภาพการทรงตัวทั้งในแนวเส้นตรงและขณะเข้าโค้ง ส่วนช็อคอัพ ก็ถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ยกระดับสมรรถนะในด้านการเกาะถนนเมื่อต้องวิ่งบนเส้นทางออฟโรด ซึ่งหลายคนที่ไปทดสอบขับมาแล้วต่างบอกมาว่า นิ่มและหนึบกว่ารุ่นเดิม ลบอคติจากรุ่น Vigo ได้เลย
 

  ในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลจะได้ระบบระบบควบคุมเสถียรภาพของห้องโดยสาร (Body Control with Torque Demand) ตัวระบบจะทำการควบคุมแรงบิด ช่วยลดการกระพือของห้องโดยสารอันเนื่องมาจากสภาพถนน ให้การขับขี่ราบเรียบและนุ่มนวลยิ่งขึ้น

   โดย All-New Toyota Hilux Revo ใหม่มีสีใหม่ให้เลือก 3 สีได้แก่ สีน้ำเงิน Nebula Blue สีแดง Crimson Spark Red และสีขาวมุก White Pearl Crystal โดยเฉพาะสีน้ำเงินนั้น ที่ใช้โฆษณาทำให้รถดูดีขึ้นทันตา

 ทีนี้ก็มาถึงเรื่องราคาค่าตัวของ Toyota Hilux Revo ใหม่แล้วครับ ซึ่งมันก็มีค่าตัวดังต่อไปนี้ครับ

รุ่น Standard Cab
2.4 J 569,000 บาท
2.7 J 569,000 บาท
2.4 J Plus ช่วงสั้น 585,000 บาท
2.8 J Plus 605,000 บาท
2.8 J 4x4 675,000 บาท

รุ่น Smart Cab
2.4 J 619,000 บาท
2.4 J Plus 679,000 บาท
2.7 J Plus 679,000 บาท
2.4 E 709,000 บาท
2.4 G 815,000 บาท
2.4 J Plus Prerunner 729,000 บาท
2.4 E Prerunner 765,000 บาท
2.7 E Prerunner 765,000 บาท
2.4 E Prerunner A/T 815,000 บาท
2.4 E Prerunner Navi 815,000 บาท
2.8 G Prerunner Navi 859,000 บาท
2.4 G Prerunner A/T Navi 865,000 บาท
2.4 E 4WD 799,000 บาท
2.8 G 4WD Navi 899,000 บาท

รุ่น Double Cab
2.4 J Plus 725,000 บาท
2.4 E 795,000 บาท
2.7 E 795,000 บาท
2.4 J Plus Prerunner 809,000 บาท
2.4 E Prerunner 845,000 บาท
2.4 E Prerunner A/T 895,000 บาท
2.7 E Prerunner A/T 895,000 บาท
2.4 G Prerunner Navi 925,000 บาท
2.4 G Prerunner A/T Navi 969,000 บาท
2.4 G Plus Prerunner A/T Navi 1,009,000 บาท
2.8 G Prerunner A/T Navi 1,099,000 บาท
2.4 E 4WD 899,000 บาท
2.8 G 4WD Navi 1,069,000 บาท
2.8 G 4WD A/T Navi 1,139,000 บาท


   ราคาค่าตัวก็แล้วแต่ใครจะคิดแล้วกันครับว่าคุ้มราคาหรือไม่ ซึ่งดูจากการตั้งราคาแล้ว ดูเหมือนว่า Toyota จะหยิบยกเอาราคา Ford มาเป็นตัวตั้ง นั่นเป็นผลให้ราคาค่าตัวของ Toyota Hilux Revo มีค่าตัวแพงกว่า Ford Ranger ราวๆ 15,000 บาทในตัวท็อป แต่สิ่งที่ Toyota มีมากกว่าคือไฟหน้า Projector LED พร้อม DRL หน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว แอร์หลัง ถุงลมที่มากกว่า 1 ใบ และอีกหลายรายการ แต่สิ่งที่ Toyota ไม่มีคือล้อ 18 นิ้ว และชุดแต่งรอบคัน รวมถึงเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร 5 สูบของ Ford ก็เอาไปคำนวณแล้วกันครับว่า มันคุ้มราคาไหม แต่สำหรับคิดว่ามันอาจจะดูสมเหตุสมผลกับของที่ให้มาอยู่หรอก แต่อย่างไรก็ตาม ราคาที่น่าจะทำให้รถขายดี ผมคิดว่า มันควรอยู่ที่ 539,000-1,079,000 บาทมากกว่าครับ


   สรุปภาพรวม...การมาของ Toyota Hilux Revo น่าจะทำให้ตลาดกระบะนั้นร้อนระอุได้มากทีเดียว ซึ่งทาง Toyota ก็ได้ทำการบ้านมาค่อนข้างดีมากพอสมควร ด้วยการพยายามจัดหาอะไรใหม่ๆมาใส่ให้กับตัวรถเพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับตัวรถ อย่างเช่น การมี Cool Box ภายในรถ หรือการเป็นค่ายที่ 2 ที่ติดตั้งระบบปรับอากาศตอนหลัง นอกจากนี้ยังตอบสนองลูกค้าด้วยการเพิ่มรุ่น Standard Cab 4x4 มาให้ลูกค้าด้วย เรื่องระบบความปลอดภัย Toyota ก็ยังใส่ใจด้วยการใส่ถุงลมนิรภัยอย่างต่ำ 3 ลูก ตั้งแต่รุ่นต่ำสุด ซึ่งในปัจจุบัน กระบะบางค่าย รุ่นยกสูงยังไม่มีแม้แต่ถุงลมคู่หน้าเลย ถือเป็นอะไรที่น่าชื่นชม แต่ก็ยังมีอะไรหลายอย่างที่ควรตำหนิ และควรเอาไปปรับปรุงในรุ่น Minor Change หรือรุ่นปรับปรุงประจำปี ซึ่งที่ผมรวบรวมมาก็มีดังต่อไปนี้ครับ

- รุ่น Standard Cab 4x4 ออปชั่นดีหมด แต่ดันเป็นกระจกมือหมุน เอิ่ม..นี่มันปี 2015 แล้วนะครับ กระจกมือหมุนยังจะมาอีกเหรอ ทางที่ดีทำเป็นกระจกไฟฟ้าทุกรุ่นได้แล้วมั้ง ตั้งแต่รุ่น J เลย

- ออกแบบล้อลาย 17 ใหม่ให้ดูดีกว่านี้หน่อย ลายนี้มันเหมือน Tiger D-4D ไปหน่อย และขอล้อ 18 แบบที่จะมาใส่ใน Fortuner เอามาใส่ให้รุ่นบนๆได้มั้ย

- ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ พร้อม DRL แบบ LED ที่หลายคนเรียกร้อง ใส่มาให้ตั้งแต่รุ่น G ทั้งหมดจะดีมาก อย่าไปบ้าจี้ตาม Ford หรือ Mazda ตอนนี้ที่ยังไม่มีไฟหน้าแบบนี้ ใส่มาเหอะ

- อยากจะให้สร้างความโดดเด่น ด้วยการติดตั้ง VSC TRC ให้กับรุ่นล่างๆหน่อย ไม่จำเป็นต้องบ้าจี้ตามค่ายรถหลายค่ายที่กระจุกแต่ตัวท็อป ดู Ford สิครับ รุ่น Open Cab เขายังมีให้เลย แต่มีในรุ่น WildTrak ก็ยังดีกว่าไม่มีแล้วกัน

- ควรกระจายออปชั่นมาให้ในรุ่น Smart Cab บ้าง อย่าให้เป็นลูกเมียน้อย ปุ่มสตาร์ท Cruise Control หรือพวก VSC TRC เอามาให้ในตัว Smart Cab หน่อยก็ดีครับ

   และทั้งหมดนี้หวังว่า Toyota จะทราบแล้วในไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ตรงใจลูกค้านะครับ เพราะหลายคนก็รอคอยการมาของท่านมากพอสมควร ไม่อยากให้ใครๆหลายคนเขาผิดหวังเหมือนที่เป็นกันอยู่นะครับ ทั้งหมดที่บอกกล่าวมาก็หวังดี แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า Toyota เขาจะทำรถมายังไง อย่างน้อยยอดขายพี่แกก็คงยังอยู่อันดับ 1-2 อยู่ดีครับ สรุปอีกทีคือ Hilux Revo มันปฏิวัติแทบจะทุกมิติจริงๆ (รวมทั้งปฏิวัติราคาให้แพงสุดขีด) แต่ก็ยังมีอีกบางอย่างที่ต้องปฏิวัติ เช่น การปฏิวัตินิสัยกั๊ก Option เกินเหตุ เพราะผมเชื่อว่ายังไงอีก 3 ปี Option ใหม่ๆยังรอให้เตรียมใส่อีกเยอะครับ

อยากติดตามข่าวสารรถใหม่ อัพเดตเร็วทันใจ คุยสารพัดเรื่องรถ 
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น