วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วิจารณ์สุดมันส์กับ Nissan NP300 Navara : มาคราวนี้ขอแหย่กระบะทุกรายซะหน่อย

  ปี 2014 ปีที่กระบะเมืองไทยต้องร้อนระอุ เพราะตลาดกลุ่มนี้มีรถใหม่มาใหชมอย่างต่อเนื่อง ต่างค่ายต่างปรับตัว หาแคมเปญกระตุ้นตลาดต้อนรับของใหม่ๆที่เปิดตัวกันในปีนี้ แน่นอนว่าตลาดกลุ่มนี้เป็นตลาดที่น่าติดตามกันยาวๆครับ ไม่ต่างจากการดูละครสะท้อนชีวิตยาวๆซักเรื่องนึง แต่ยังไงมหากาพย์กระบะก็ยังไม่จบสิ้น เพราะปี 2015 ที่แต่ละค่ายจะพากันเปิดตัวของใหม่กันครบครัน ทำให้การแข่งขันยิ่งเมามันมากขึ้นไปอีก รุมกันมะรุมมะตุ้ม ยังกะสาวๆมาแย่งซื้อของ sale กันเลยทีเดียว 555+


   และแน่นอนในบทความเรื่องนี้ ผู้เขียนจะมานั่งคอมเม้นต์ ติชมเจ้ารถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุดในเมืองไทยอย่าง All-New Nissan NP300 Navara ที่กำลังมาแรงในตลาดเมืองไทย ณ เวลานี้ครับ แน่นอนด้วยความสดใหม่และองค์ประกอบหลายๆอย่างของรถ ทำให้คนไทยพุ่งความสนใจไปที่กระบะคันนี้กันเยอะเหมือนกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งภาพยนตร์โฆษณาที่เพิ่งออกมาหมาดๆ โดยนิสสันวางตัวให้ พี่แบงค์ วง CA$H เป็นพรีเซนเตอร์ บ่งบอกบุคลิกของรถที่ไม่ใช่เพียงแค่เอาไว้ลุยได้อย่างเดียว แต่ยังสามารถขับหล่อๆหรูๆได้อีกด้วยเน้อ


   ก่อนอื่นจะขอติโฆษณาเสียก่อน เพราะโฆษณา 45 วินาทีนั้น หลายคนบ่นกันมาก ในฉากที่เจ้ากระบะ NP300 Navara ขับรถตกลงมาจากหน้าผา และบังอาจเล่นท่ายาก ม้วนตลบตีลังกา ลงมาสู่พื้นด้านล่างได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในความเป็นจริง รถคงจะคว่ำหรือไม่ก็ระเบิดไปแล้ว ซึ่งในจุดนี้มีการแสดงความเห็นสองแง่สองง่ามครับ ด้านหนึ่งมองว่า เป็นอะไรที่ไร้สาระ และคิดกันว่ารถมันจะขายไม่ได้ ก็เพราะไอ้ตอนตีลังกาเนี่ยแหละ ซึ่งมองแล้วมันก็ตลกดีครับ เหมือนดูอนิเมชั่นยังไงยังงั้น เติมเต็มความเว่อร์ลงไป ทำให้ผู้เขียนแอบนึกถึงภาพยนตร์ 007 เรื่อง Die Another Day ที่พระเอกขับ Aston Martin Vanquish แล้วเจอคนร้ายยิงจรวดใส่ รถคว่ำแล้วยังไถลต่อไปได้ จากนั้นพระเอก 007 ก็กดปุ่ม Ejector Seat เบาะดีดตัว ทำให้รถหมุนตีลังกากลับมาวิ่งได้อย่างเดิม ความเห็นผู้เขียนนั้น ลำพังแค่ 007 มันก็เวินเว่อพอละ แต่เจอโฆษณา Nissan ถึงกับเงิบกว่าครับ 

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ฝ่ายครีเอทีฟโฆษณาของ Nissan ก็คิดดีเหมือนกัน ที่ทำให้โฆษณารถมันเวินเว่อเกินจริง ซึ่งมันมีส่วนทำให้ผู้คนทราบว่ากระบะ Nissan มาแล้วนะ และทำให้เป็นที่จดจำต่อประชาชนได้ง่ายดาย ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยนะครับกับความคิดนี้ และก็ต้องชื่นชมทาง Nissan ที่แก้ต่างหลายคนที่บ่นกัน ด้วยการทำโฆษณา 15 วินาทีอีก 3 ชุดที่สาธยายบอกออปชั่นและจุดเด่นตัวรถครบถ้วน ถือว่าโอเคเลยครับ



    มาเริ่มพูดถึงองค์ประกอบภายนอกดีกว่า หน้าตาของรถนั้น ต้องขอบอกว่าออกแบบทิ้งความน่าเบื่อแบบโฉมก่อนหน้านี้ไปจนหมด คงจะเป็นเพราะว่ารุ่นที่แล้วนั้นมันอยู่ในตลาดโลกมานานโข ทำให้มันดูโบราณเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่พอโฉมใหม่ออกมา ทำให้เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกระบะ Nissan ด้านนอกของรถยังคง DNA Navara ตัวเดิมไว้ กระจังหน้ายังคงมากับสไตล์เอกลักษณ์ของ Nissan เขาเลย กรอบไฟตัดหมอกและช่องระบายอากาศที่กันชนหน้าออกแบบให้ดูสวยงามลงตัว และดูเหมือนว่า Nissan จงใจออกแบบรถให้มันเหมือนดูใหญ่พอๆกับกระบะค่ายอื่น เพราะดูหน้าตามันใหญ่ขึ้นแต่ดูป้อมๆแปลกๆแต่สวยดีครับ ไฟหน้าของรถในรุ่นบนๆ คุณจะได้ไฟหน้าแบบ LED พร้อมเดย์ไลท์ภายในตัวรถที่ฝังในไฟหน้าได้อย่างสวยงาม และล้ำสมัย ถูกใจใครๆที่มองมาหามัน

 
ใครที่คิดว่า Nissan NP300 Navara จะสูงพอๆกับกระบะค่ายอื่น ต้องคิดใหม่ครับ แม้ตัวรถจะใหญ่กว่ารุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่มันยังคงเป็นกระบะที่มีขนาดเตี้ยกว่ากระบะค่ายอื่นอยู่ดี ถ้าเรามองผ่านๆตาจะดูเหมือนว่ามันสูงขึ้นจริง แต่พอเข้าใกล้มันปุ๊บ ถ้าใครสูงประมาณ 170 ขึ้นไป เราจะรู้สึกว่าตัวเราจะสูงเท่ารถเลย ถ้าไม่นับแร็คหลังคาของมัน ซึ่งถ้าคุณลองไปยืนเทียบกับ Ford Ranger คุณจะเห็นได้ชัดว่า เจ้า Ford มันสูงเลยหัวเราไปแล้วละครับ แต่ด้วยความเตี้ยของ Nissan ก็ไม่ได้ทำให้ความหล่อลดลงเลยครับ

โป่งล้อยังคงออกแบบคล้ายๆกับรุ่นเดิม ยังคงมีอิทธิพลเดิมแบบเห็นได้ชัดอย่างที่กล่าวมา ล้ออัลลอยในรุ่นท็อป 4x4 และรุ่นท็อป Calibre ของ 4 ประตู คุณจะได้ล้ออัลลอยวงโตสวยงามขนาด 18 นิ้วลาย 6 ก้านคู่ ที่มองแล้วแอบคิดถึงล้อ 5 ก้านคู่ของ Civic 2014 เลยละครับ ส่วนรุ่น King Cab และ Calibre ตัวล่างๆของ 4 ประตู และตัวเตี้ยของทุกรุ่น จะใช้ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว


ว่ากันด้วยเส้นสายตัวรถซึ่งมีหลายส่วนที่คล้ายกระบะรุ่นอื่น กระบะคันนี้ในส่วนด้านหน้านั้น รูปร่างไฟหน้าชวนให้นึกถึง Ford Ranger เส้นสายประตูหน้าชวนให้นึกถึง Toyota Hilux Vigo ประตูคู่หลังไม่ว่าจะเป็นรุ่น King cab หรือ Double Cab ต่างก็มีส่วนคล้ายกับ Ford Ranger อย่างบอกไม่ถูกเลยละครับ ไม่เชื่อลองไปเทียบกันดู ข้ามเรื่องความคล้าย ต่อที่ด้านท้ายกระบะที่ออกแบบไฟท้ายยึดขยายจากรุ่นเดิม แม้ไม่ใช่ LED แต่ก็โอเคแล้ว ฝากระโปรงท้ายออกแบบได้ดูดีเอาการ มีการเล่นเส้นสายในส่วนฝากระโปรงท้าย และที่เห็นจะทำให้รถดูเท่ นั่นก็คือสปอยเลอร์ท้ายรถที่น่าจะเป็น "ครั้งแรกในวงการกระบะไทย" ที่ติดตั้งมาให้ ทำให้ตัวรถดูลงตัวและเท่เอามากๆ แค่มองภายนอกก็หลงขนาดนี้แล้ว และภายในล่ะ เชิญอ่านต่อครับ











  ภายในของรถนั้น ถือเป็นการพลิกผันจากความน่าเบื่อ จากคอนโซลเหลี่ยมๆแข็งๆทื่อๆไม่น่ามองจาก Navara ตัวก่อน กลับกลายเป็นว่า หรูหราและครบครันทันสมัยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากที่หรูแบบ Tiida กลายเป็นหรูอย่าง Teana เลยละครับ จะว่าหรูกว่ากระบะรุ่นไหนๆในตลาด ก็ไม่ยักผิดครับ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ พวงมาลัยของรถยกมาจาก Teana เติมเต็มความหรูได้เป็นอย่างดี พวงมาลัยจับถนัดมือ พร้อมปุ่มควบคุมต่างๆครบครัน ไม่ว่าจะปุ่มควบคุมการรับสายโทรศัพท์ ปุ่มควบคุมหน้าจอเครื่องเสียง ระบบ Cruise Control รวบไว้ครบกันเลยทีเดียว และอีกสิ่งที่ผู้เขียนชอบก็คือ มาตรวัดของรถที่ออกแบบดูดีทันสมัย ความเจ๋งของมันคือ หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ 3 มิติ ที่มีมาให้ตั้งแต่รุ่น Calibre และรุ่นท็อป King Cab ตัวเตี้ย มองแล้วให้อารมณ์แบบรถยุโรปอย่างค่ายดาวสามแฉกหรือใบพัดฟ้าขาวเลยละครับ และครั้งแรกของวงการกระบะไทย ด้วยปุ่ม  Push Start สตาร์ทรถง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ถือว่าแจ่มเลยครับ


มาดูที่คอนโซลหน้าของรถที่มากับวัสดุสีดำบุนุ่ม และชิ้นส่วนสีเงินตัดกับสีดำ โดยรวมคอนโซลหน้าถือว่าออกแบบได้สวยงาม และการประกอบทำได้ดีตามสไตล์ค่าย Nissan มองไปตรงกลางมาพร้อมฟังก์ชันต่างๆครบครัน มองมาที่หน้าจอสัมผัสตรงกลางขนาด 7 นิ้วของ Kenwood ที่มีให้ในรุ่น EL Calibre เป็นต้นไป และรุ่น 4WD ตัวท็อปทุกตัวถัง หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมระบบอินโฟเทนเมนต์ของเราไม่ได้หน้าจอสวยๆแบบ Buid In แบบเมืองนอกเขา ก็คงเป็นเพราะการลดต้นทุนของ Nissan ครับที่เอาจอสัมผัสจาก Kenwood มาใช้ เห็นมาหลายรุ่นละ ซึ่งในระบบจอสัมผัสก็จะมีระบบนำทางติดมาให้ด้วย ซึ่งไอ้จอตัวนี้เนี่ย พี่จิมมี่แห่ง Headlightmag ขนานนามมันว่า "จอจิกสกรีน" อันเนื่องมาจากระบบจอหน่วง ช้า รับสัมผัสไม่ค่อยจะดี และระบบนำทางที่เอ๋อ ซึ่งอันนี้ก็ต้องไปลองกันเองครับ ซึ่งทาง Nissan ก็รับทราบปัญหาแล้ว และกำลังจะดำเนินการแก้ไข ถือว่าเป็นความรับผิดชอบที่น่าชมจริงๆ



ระบบปรับอากาศแบบปุ่มกด หน้าจอ 5 นิ้ว
ระบบปรับอากาศแบบมือหมุน
  ถัดจากจอสัมผัสลงมาเป็นระบบปรับอากาศ ซึ่งในรุ่นท็อปนั้นจะให้ระบบแอร์อัตโนมัติแบบปรับแยกซ้าย-ขวา ในรุ่นรองๆลงมาจะได้ระบบแอร์แบบปุ่มกด ซึ่งจะเป็นรูปที่สองถัดจากรูปบนครับ และรุ่นล่างๆเลยจะได้แอร์แบบมือหมุนธรรมดา  

แต่ที่ฐานเกียร์ที่ออกแบบได้สวยงามลงตัว ใช้วัสดุสีดำบุนุ่ม ครอบพลาสติกชุบโครเมี่ยม ออกแบบดูสวยงามดี และที่สำคัญเกียร์อัตโนมัติแบบในรูป คือ เกียร์อัตโนมัติแบบ 7 สปีด ซึ่งเป็นครั้งแรกในวงการกระบะไทยที่ใช้ระบบส่งกำลังนี้ และยังมีปุ่ม +/- เอาไว้ใช้ในโหมดเปลี่ยนเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดาได้เสียด้วย

เข้ามาดูทางด้านหลังห้องโดยสาร หากคุณมองจากภายนอก ดูเหมือนว่าประตูหลังดูจะเล็กกว่าชาวบ้าน ซึ่งอาจพลอยคิดไปว่าห้องโดยสารหลังมันจะแคบเปล่า ซึ่งผู้เขียนไปพิสูจน์มาแล้ว พื้นที่ห้องโดยสารถือว่ากว้างขวางกว่าที่คิดไว้เลย พื้นที่ Legroom ถือว่ากว้างขวางสบาย คนที่สูง 170 ขึ้นไป ถือว่านั่งได้สบาย ยึดขาได้พอสมควร และที่สำคัญ Nissan ติดตั้งระบบปรับอากาศด้านหลังให้ด้วย แม้แต่ในรุ่น King Cab ก็ยังจะติดมาให้เลย 

ส่วนพื้นที่เฮดรูมนั้น จะกว้างใหญ่แค่ไหน งานนี้ผู้เขียนขอยอมทุ่มกายและใจถ่ายรูปตัวเองมาให้เห็นภาพชัดเลยว่ามันมีพื้นที่แค่ไหน อยากจะบอกว่าปกติเป็นคนขี้อ๊าย ขี้อายครับ ไม่ค่อยอยากจะใช้โทรศัพท์ตัวเองถ่ายรูปหน้าตัวเองเลย เพราะทั้งบทความนี้ แทบจะเป็นรูปที่ผู้เขียนถ่ายมาเองทั้งหมด เอาน่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว อยากให้ทุกท่านไม่ต้องมาจินตภาพ สรุปก็คือ พื้นที่ Headroom นั้นถือว่าใหญ่และสูงพอ แม้แต่ผู้เขียนที่สูง 172 นั้น ก็ยังนั่งได้สบาย เบาะนั่งนุ่มนิ่มสบายดีใช้ได้พอสมควร ไม่อึดอัด โดยรวมถือว่าใช้ได้ดีทีเดียว  

   ว่ากันที่เครื่องยนต์ดีกว่าครับ เปิดฝากระโปรงออกมา ฝาครอบเครื่องยนต์ออกแบบได้สวยงามและดูเท่จริง แต่ถ้าเป็น D-Max ฝามันจะออกล้ำโลกไปนิด เครื่องยนต์ยังคงเป็นบล็อกเดิมรหัสเดิมเป๊ๆ YD25DDTi ที่มีการปรับแต่งขุมพลังให้แรงขึ้น มาพร้อมทางเลือก 2 ขุมพลัง ได้แก่ 163 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 403 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบ/นาที และพละกำลัง 190 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบ/นาที เครื่องยนต์ตัว 190 แรงม้าเนี่ย มีให้แค่ตัวท็อปสุดของแต่ละตัวถังครับ ซึ่งส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดพร้อมโหมดแมนวล ครังแรกในวงการกระบะไทย ทุกรุ่นจะได้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง กันสะเทือนหลังแบบแหนบซ้อนพร้อมโช็คอัพ เบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกและเบรกหลังเป็นดรัมเบรก ช่วงล่างรถจะวิ่งดีแค่ไหน หรือเป็นยังไงผู้เขียนไม่อาจบอกได้ เพราะยังไม่ได้ลองขับ และยังขับรถไม่เป็นด้วย งานนี้เรามาคอมเม้นต์ตัวรถล้วนๆ อยากรู้ว่ามันดีแค่ไหน แนะนำให้ไปลองเทสต์เองครับ




  ระบบความปลอดภัยของรถนั้น การกระจายออปชั่นต่างๆทำได้ดีแล้ว แต่ระบบความปลอดภัยไม่ใช่นะครับ เพราะระบบความปลอดภัยเจ๋งๆนั้นจะไปกระจุกในรุ่นท็อปทั้ง 2 ตัวถังหมดเลย ก็คือรุ่น 4WD นี่หละ รุ่นล่างๆก็เลยต้องเป็นลูกเมียน้อยไปโดยปริยายครับ โดยระบบความปลอดภัยนั้นจะประกอบไปด้วย ระบบเบรก ABS พร้อม EBD และ BA (เฉพาะรุ่น KC V 6M/T และตั้งแต่ E Calibre ขึ้นไป) ถุงลมคู่หน้า SRS (เฉพาะรุ่น KC V 6M/T และตั้งแต่ E Calibre ขึ้นไป แต่ยกเว้น รุ่น 4WD Double Cab 6M/T ครับ) ระบบลิมิเต็ดสลิป ABLS ระบบควบคุมการทรงตัว VDC เฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิป ระบบช่วยในการขับบนทางลาดชัน HSA,HDC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัว TCS รายการดังกล่าวมีเฉพาะตัวท็อป 4WD สังเกตด้านข้างกระบะท้ายจะติดโชว์ไว้ด้วย และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ กล้องมองหลัง ซึ่งมีให้ตั้งแต่รุ่น King Cab V 6 M/T และ Calibre ทุกรุ่นย่อย นับว่าเยอะกว่าใครเป็นไหนๆ แต่รบกวนใส่ถุงลมคู่หน้าให้ครบทุกรุ่นหน่อยจะดีมาก ใส่ ABS/EBD/BA ครบด้วยจะยิ่งดีใหญ่

   ถ้ามาพูดถึงราคาของนั้น ถ้าลองเทียบกับราคาเดิม ก็ถือว่าขึ้นมาจากเดิมพอสมควร แต่สิ่งที่ขอบใจเป็นที่สุดก็คือ รถที่มากับออปชั่นจัดเต็มและระบบต่างๆอะไรเยอะแยะ Nissan ยังสามารถควบคุมราคากระบะของตนให้ไม่เกิน 1 ล้านบาทจนได้ แม้แต่กระบะค่ายอื่นที่ของเล่นมีน้อยกว่า ราคายังแพงกว่าเลย โดย Nissan NP300 Navara ใหม่ มีให้เลือก 2 ตัวถังและ 18 รุ่นย่อยครับ ได้แก่

1. NISSAN NP300 NAVARA KING CAB
รุ่น KC S 6MT ราคา 575,000 บาท
รุ่น KC E 6MT ราคา 631,000 บาท
รุ่น KC V 6MT ราคา 670,000 บาท
รุ่น KC Calibre S 6MT ราคา 681,000 บาท
รุ่น KC Calibre E 6MT ราคา 728,000 บาท
รุ่น KC Calibre EL 6MT ราคา 743,000 บาท
รุ่น KC Calibre V 7AT ราคา 807,000 บาท
รุ่น KC 4WD V 6MT ราคา 842,000 บาท

2. NISSAN NP300 NAVARA DOUBLE CAB
รุ่น DC S 6MT ราคา 656,000 บาท
รุ่น DC E 6MT ราคา 712,000 บาท
รุ่น DC Calibre S 6MT ราคา 757,000 บาท
รุ่น DC Calibre E 6MT ราคา 804,000 บาท
รุ่น DC Calibre EL 6MT ราคา 819,000 บาท
รุ่น DC Calibre EL 7AT ราคา 861,000 บาท
รุ่น DC Calibre V 7AT ราคา 892,000 บาท
รุ่น DC Calibre VL 6MT ราคา 921,000 บาท
รุ่น DC 4WD S 6MT ราคา 832,000 บาท
รุ่น DC 4WD VL 7AT ราคา 996,000 บาท




    มาถึงตรงนี้จุดๆนี้แล้ว ก็อยากจะบอกว่า Nissan NP300 Navara ถือว่าเป็นลูกไฟลูกใหญ่ๆที่กำลังคุกรุ่น มาจุดประกายให้ตลาดกระบะกลับมาคึกคักกันได้อีกครั้ง ซึ่งหลายท่านอาจจะงงงวยกับแนวการเปิดตัวของ Nissan ไปนิดนึง ตั้งแต่พิธีการเปิดตัวครั้งแรกในโลกเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา และทำการประกาศราคาในวันที่ 3 ก.ค. อีก 1 เดือนเศษๆให้หลัง ก็เพิ่งปล่อยโฆษณาออกมาให้ชม คือจะทำเป็นสเต็ปไปไหนครับ Nissan ทางที่ดี ยอมเปิดตัวช้าๆหน่อย ซักกลางเดือน ก.ค. แล้วปล่อยราคาปล่อยโฆษณาพร้อมกันน่าจะดีกว่านะครับ ซึ่งคนที่รู้ว่า NP300 Navara ก็เห็นจะมีแต่นักเลงรถที่ติดตามข่าวรถยนต์ในหนังสือและบนโลกโซเชียลนี่ละครับ 


ต้องขอชื่นชมกับการตลาดของ Nissan ที่ใช้ฟีเจอร์เด็ดๆหลายประการของตัวรถมาเป็นจุดขายสำคัญ และยังสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการกระบะไทยด้วยอุปกรณ์หลายรายการที่เราร่ายไว้ข้างบนเนื้อหาหมดแล้วละครับ แต่จะขอติการทำโฆษณาซึ่งฉากตีลังกา มันช่างตลกเสียจริงๆครับ ถ้าตัดส่วนนี้ออกจะดีมาก และไอ้ที่บอกว่าลุยน้ำได้ 45 ซม. อย่าบอกจะดีกว่าครับ เพราะบางค่ายเขาลุยได้มากกว่านี้เยอะ แต่ยังไงในการติครั้งนี้ก็ต้องมีการชมที่ Nissan สามารถทำโฆษณาให้ประชาชนจดจำเจ้า NP300 Navara ได้รวบเร็วฉับไว และอย่างที่บอกครับ ด้วยฟังก์ชันนานัปการของตัวรถที่มีมากกว่าใครไหนๆ ซึ่งอาจทำให้หลายค่ายรถที่มีกระบะของตน เป็นอันเงิบได้ ถือว่าเป็นการมาแหย่กระบะแต่ละค่ายกันเลยละครับ แม้ว่าตัวถังของเค้าจะเตี้ยกว่ากระบะรุ่นอื่นๆ แต่ยังไง Nissan ก็มีดีไม่น้อยเลย ฉะนั้นแล้ว Nissan ถือว่าสอบผ่านครับ

 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

3 ความคิดเห็น:

  1. วิ่งในเมืองน่าจะโเคกว่า ถ้าขึ้นเขากระโจม ผาตัด น้ำตกเขา 15 ชั้น ไม่น่ารอด
    http://securitychaintirechains.blogspot.com/

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ขึ้นไม่ได้เลยเหรอครับ นาวาล่า ทุกตัว เเต่ผมเห็น ในคลิบยูทูป พวกฝรั่งลุยดินขึ้นเขากันเต็ม

      ลบ
  2. ไม่มีแบบแต่งออฟโรดมาดูบ้างเลยเนาะ ทุกค่ายทุกปีจะมีแต่งมาให้ดูว่าสวยเท่ขนาดไหน แต่งขึ้นไหม กำลังคิดหนักเลย

    ตอบลบ