Like Box

วันอังคารที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560

First Meeting EP.19 Chevrolet Colorado Minor Change ขอกู้ศรัทธาจากแฟนๆอีกสักครั้ง

   ตลาดกระบะในปี 2016 ถือเป็นอีกปีที่ค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษ ซึ่งมีการเปิดตัวกระบะรุ่นปรับปรุงอุปกรณ์ รุ่นตกแต่งพิเศษออกมาสู้ศึกกันอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น Toyota Hilux Revo / Ford Ranger / Isuzu D-Max / Mitsubishi Triton / Mazda BT-50 Pro ที่ต่างขยับตัว แต่ไฮไลต์เด็ดๆในปี 2016 ที่ผ่านมา คงจะหนีไม่พ้นค่าย Chevrolet มีการเปิดตัวรุ่นปรับโฉมของ Chevrolet Colorado ที่หลายคนรอคอยมานานแสนนานนั่นเอง


  การปรับโฉมของ Chevrolet Colorado ครั้งนี้นับว่าเป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่แบบ Big Minor Change เลยก็ว่าได้ เพราะงานนี้ทางค่ายโบว์ไทน์เล่นศัลยกรรมหน้ากระบะของพวกเขาใหม่ทั้งหมด และเปลี่ยนคอนโซลใหม่เกือบทั้งหมดเช่นกัน และทีเด็ดคือระบบความปลอดภัยที่ทางค่ายโหมกระหน่ำเข้ามาใส่เพื่อนำมาใช้เป็นจุดขายต่อกรกับคู่แข่งมากหน้าหลายตาในตลาด


   และในการปรับโฉมครั้งนี้่น่าจะเป็นการเอาใจลูกค้าชาวไทยหลายคนเลยก็ว่าได้ หลังจากที่หลายคนต่างอยากให้หน้าตาของ Colorado ในเมืองไทยเหมือนโฉมอเมริกาที่ดูเท่ แกร่ง บึกบึน ทางค่าย Chevrolet เลยจัดแจงออกแบบหน้าตาใหม่ให้มีความคล้ายคลึงกับ Colorado โฉมอเมริกามากขี้น แม้ว่าหน้าตาจะดู Soft กว่าอเมริกาก็ตาม รวมทั้งภายในที่ปรับเปลี่ยนคอนโซลใหม่ที่ออกแบบเหมือนเวอร์ชั่นอเมริกาเลย คิดว่าน่าจะได้ใจลูกค้าหลายคน

  ในบทความนี้เราจะรีวิวตัวรถโดยพามาชมดีไซน์ภายนอกและภายในของตัวรถ รวมทั้งข้อมูลอื่นๆว่าจะมีอะไรที่เด็ดๆสู้คู่แข่งได้บ้าง โดยจะบอกเล่าและวิจารณ์ตามความเห็นส่วนตัวของผม แต่จะไม่ได้รีวิวการขับขี่รถนะครับ เพราะผมเองก็ไม่ใช่สื่อที่ดังมาก คงยากถ้าจะยืมรถจากบริษัทมาทดลองขับ ซึ่งตรงนี้อยากให้ทุกท่านที่สนใจรถคันนี้ลองไปทดสอบกันเองว่าชอบหรือไม่ ถ้าเข้าใจแล้วก็เลื่อนลงไปอ่านกันต่อได้เลย


ไฟหน้าในรุ่น LTZ / High Country
ไฟหน้ารุ่น LS / LT
   ภายนอกของรถได้รับการออกแบบด้านหน้าใหม่ทั้งหมดไม่เหลือเค้าเดิม มากับชุดไฟหน้าทรงเรียวแหลม โดยเป็นไฟหน้าแบบฮาโลเจน พร้อมไฟ LED Daytime Running Lights ภายในโคม พร้อมฟังก์ชันเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติในรุ่น LTZ , High-Country ส่วนรุ่นอื่นๆจะเป็นไฟหน้าแบบฮาโลเจนธรรมดา จุดๆนี้เป็นหนึ่งในจุดที่หลายคนบ่นกันพอสมควรว่าทำไมไม่ได้ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบค่ายอื่นเขาบ้าง ทั้งๆที่รุ่นก่อนหน้านั้นมีไฟหน้าโปรเจคเตอร์มาให้ แต่ในรุ่นใหม่กลับหายไปและแทนที่ด้วยไฟ LED DRL แทน จริงๆมันก็น่าบ่นเพราะค่ายอื่นๆหลายค่ายเขาใช้ไฟโปรเจคเตอร์กันหมด (ยกเว้น Mazda BT-50 Pro) แต่ถ้ามองในเรื่องอื่น เช่น ระบบความปลอดภัยที่ให้มามากมาย ก็น่าจะทดแทนไฟหน้าโปรเจคเตอร์ที่หายไปได้ ซึ่งผมก็มองแบบนั้น


กระจังหน้ารุ่น LT
กระจังหน้ารุ่น LTZ
กระจังหน้ารุ่น High Country
   ดีไซน์กระจังหน้าจะมาแบบ 2 ชั้น Dual-Port เหมือนเวอร์ชั่นอเมริกา แต่ดูหน้าตาค่อนข้างอ่อนเยาว์และไปทางหรูหราเสียมากกว่า ในรุ่น LS และ High-Country จะใช้กระจังหน้าสีดำ ส่วนรุ่น LT จะเป็นแถบคาดสีเงิน ตามด้วยรุ่น LTZ จะใช้แถบคาดโครเมียม 

ในส่วนพื้นที่ติดโลโก้ Chevrolet ช่องว่างระหว่างกระจังหน้า 2 ชั้นจะมีความแตกต่างกัน ในรุ่น High-Country จะเป็นสีเดียวกับตัวรถ ส่วนรุ่นอื่นๆจะใช้สีดำทั้งหมด


กันชนหน้าได้รับการออกแบบใหม่มากับดีไซน์ที่มีลูกเล่นมากกว่ารุ่นเดิม กรอบไฟตัดหมอกทรงใหม่ที่ดูโค้งมนกว่าเดิมออกแบบให้มีแถบสีดำให้เหมือนเชื่อมกับไฟตัดหมอกอีกด้านนึง เพียงแต่มีพื้นที่ในส่วนที่ติดป้ายทะเบียนคั่นไว้เท่านั้น สำหรับรุ่น High-Country จะมีการเสริมชุดแต่งเพิ่มเติมบริเวณกันชนหน้าให้เท่กว่าเดิม สำหรับไฟตัดหมอกหน้าจะมีการติดตั้งในรุ่น LT ขึ้นไป

นอกจากนี้ในส่วนของรุ่น LTZ และ High-Country จะติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดปริมาณน้ำฝน และควบคุมการทำงานของที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ (Auto Rain Sensor) มาให้เป็นมาตรฐานด้วย


  ในส่วนด้านข้างตัวรถยังเดิมๆไม่มีอะไรเปลี่ยน กระจกมองข้างในรุ่น LS จะใช้สีดำ รุ่น LT จะเป็นสีเดียวกับตัวรถพร้อมไฟเลี้ยวในโคม สามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า ตามด้วยรุ่น LTZ และ High-Country จะเสริมด้วยโครเมียมเพิ่มเติมพร้อมไฟเลี้ยว และเพิ่มเติมระบบพับเก็บด้วยไฟฟ้ามาให้ เฉพาะรุ่น High-Country จะมีการเสริมกรอบกระจกแบบโครเมียมและมีราวหลังคามาให้ และรุ่นยกสูงทุกรุ่นจะมีบันไดข้างมาให้

มือจับประตูในรุ่น LS จะใช้สีดำ ส่วนรุ่น LT จะเป็นสีเดียวกับตัวรถและรุ่น LTZ และ High-Country จะเสริมด้วยโครเมียม


  ต่อที่ด้านท้ายรถนั้นที่หลายคนน่าจะผิดหวังเพราะไม่มีการเปลียนแปลงการออกแบบอะไรทั้งสิ้น เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาเปลี่ยนภายในเสียเยอะ แต่ท้ายไม่เหมือน ก็แอบผิดหวังนิดหน่อยเหมือนกันครับ ในรุ่น LTZ และ High-Country จะมีไฟท้ายแบบ LED และรุ่น High-Country จะมีไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ด้วย


กันชนท้ายจะติดตั้งมาให้ตั้งแต่รุ่น LT เป็นต้นไป ในรุ่น LT จะเป็นสีดำ รุ่น LTZ และ High-Country จะเป็นสีดำพร้อมแถบโครเมียม ในรุ่น LTZ กับ High-Country จะเสริมมือจับที่เปิดฝากระโปรงท้ายด้วยโครเมียมด้วย ส่วนรุ่นอื่นๆจะเป็นสีดำทั้งหมด ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งรายละเอียดที่มีในรุ่น High-Country นั่นคือสปอร์ตบาร์สีเดียวกับตัวรถ


   มาดูกันที่ล้อกันบ้างดีกว้า ในรุ่น LS ตอนเดียว S-Cab และตอนครึ่ง X-Cab ตัวเตี้ยจะใช้ล้อกระทะขนาด 15 นิ้ว (ไม่มีภาพให้ชมแต่น่าจะนึกกันออก) หุ้มด้วยยาง 195 R15C
รุ่น LS 4 ประตู C-Cab และรุ่น LT ตัวเตี้ยทุกตัวถังจะได้ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วแแบบ 6 ก้านลายเดิมกับรุ่นก่อนหน้า หุ้มด้วยยาง 215/70 R16

รุ่น LT ยกสูงขับเคลื่อน 2 ล้อ จะได้ล้ออัลลอยขนาดนิ้วลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว หุ้มด้วยยาง 245/70 R16 ซึ่งความเห็นส่วนตัวผมว่าลายนี้ดูธรรมดาไม่ค่อยเข้ากับหน้าตาที่ดุดันของรถเท่าไหร่ จริงๆอยากให้ออกแบบล้อให้ดูดีกว่านี้และขยายขนาดเป็น 17 นิ้วเป็นเลย


มาถึงรุ่น LTZ ยกสูงขับเคลื่อน 2 ล้อที่จะได้ล้อสวยขึ้น โดยจะมากับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว 6 ก้านคู่ ปัดขอบเงาดำ หุ้มด้วยยาง 265/60 R18


ปิดท้ายด้วยรุ่น High-Country ทุกรุ่นที่จะได้ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วปัดขอบเงาดำคนละลายกับ LTZ หุ้มยาง 265/60 R18


   มาดูกันที่ภายในห้องโดยสารกันบ้าง ซึ่งบอกได้เลยว่าทาง Chevrolet ลงทุนเปลี่ยนคอนโซลหน้าใหม่เกือบทั้งหมดที่มีการออกแบบคล้ายคลึงกับ Colorado ของอเมริกา ทำให้ยกระดับความแตกต่างจาก Isuzu D-Max ได้มากทีเดียว การตกแต่งภายในนั้น ในรุ่น High-Country จะใช้วัสดุ Piano Black ตกแต่งรอบๆห้องโดยสาร ส่วนรุ่นรองลงไปจะตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินรอบคัน บนคอนโซลในรุ่น LTZ และ High-Country จะมีการเดินด้ายตะเข็บบนคอนโซล ซึ่งเป็นตะเข็บจริงๆ ไม่ใช่ของปลอมแบบกระบะบางค่าย การตกแต่งแผงประตูในรุ่น LTZ 4 ประตูและ High-Country นั้นจะหุ้มหนังมาให้ ส่วนรุ่นอื่นจะบุด้วยผ้า

แต่จุดที่หลายคนน่าจะขัดใจก็คือพวงมาลัย ที่ยังคงใช้ทรงเดียวกับ Isuzu D-Max เหมือนเดิม ก็แอบคิดเหมือนกันว่าถ้าเปลี่ยนพวงมาลัยใหม่ให้แตกต่างน่าจะดีไม่น้อย ในรุ่น LTZ และ High-Country จะเป็นพวงมาลัยเพาเวอร์หุ้มหนัง ควบคุมการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า (Electric Power Steering) ปรับระดับสูง-ต่ำได้ และปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ มีปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัยมาให้


ชุดมาตรวัดของรถนั้นได้ถูกออกแบบใหม่ให้ลดความล้ำและสปอร์ตจากรุ่นที่แล้วชัดเจน รุ่นที่แล้วจะทำชุดมาตรวัดแนวๆ Chevrolet Camaro พอมาในรุ่นปรับโฉมใหม่นี่ได้ถูกออกแบบใหม่ให้ดูมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ที่ชอบเลยคือชุดตัวเลขบนมาตรวัดที่อ่านง่ายกว่าเดิม รวมทั้งติดตั้งจอแสดงผลการขับขี่ตรงกลางที่แสดงผลเป็นสีขาว จากเดิมสีฟ้า


หน้าจอรุ่น LT
หน้าจอรุ่น LTZ / High Country
ตรงกลางคอนโซลจะเป็นพื้นที่ของระบบวิทยุ ในรุ่น LTZ และ High-Country นั้นจะติดตั้งชุดหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่ติดตั้งระบบ Chevrolet MyLink ระบบเชื่อมต่อการสื่อสารและความบันเทิง และยังรองรับ Apple CarPlay™ อีกด้วย ส่วนในรุ่น LT จะได้เป็นหน้าจอขนาด 7 นิ้ว สิ่งที่คนฟัง CD น่าจะผิดหวังก็คือ เครื่องเล่น CD ในรุ่น Minor Change คงจะเป็นเพราะว่าในปัจจุบันนั้นการใช้ CD ฟังเพลงในรถเริ่มจะน้อยลงและหันมาเสียบเพลงฟังจาก USB แทน แต่เชื่อว่ามีหลายๆคนนั้นยังคงฟังเพลงผ่าน CD อยู่ อย่างไรก็ตามทุกรุ่นย่อยนั้นจะมีการติดตั้งช่องเสียบ USB AUX มาให้พร้อมเชื่อมต่อ Bluetooth ได้ทุกรุ่น


ระบบปรับอากาศในรุ่น LTZ และ High-Country จะเป็นระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ส่วนรุ่นอื่นๆจะได้ระบบปรับอากาศแบบปรับมือหมุนธรรมดา


เบาะนั่งของรถในรุ่น High-Country จะเป็นเบาะหนังสีน้ำตาล พร้อมระบบปรับไฟฟ้าด้านคนขับ 6 ทิศทาง ส่วนรุ่น LTZ 4 ประตู จะเป็นเบาะหนังเช่นกันแต่จะเป็นระบบปรับมือ 6 ทิศทาง นอกนั้นจะได้เบาะผ้าหมดทุกรุ่น โดยรุ่น LTZ 2 ประตูจะเป็นผ้าลาย Network รุ่น LT ทุกรุ่นเป็นผ้าลาย Rational และรุ่น LS ทุกรุ่นเป็นผ้าลาย Concrete สำหรับเบาะหลังในรุ่น 4 ประตูนั้นถือว่านั่งสบายใช้ได้เลยทีเดียว เบาะค่อนข้างนิ่มโอบกระชับกับร่างกาย


ถึงแม้ว่ากระบะคันนี้จะยังไม่มีปุ่มสตาร์ทตามสมัยนิยม แต่ทว่ากระบะคันนี้มีอีกไฮไลต์สำคัญที่ไม่นำเสนอไม่ได้คือ กุญแจแบบพับเก็บได้ พร้อมรีโมทคอนโทรล ควบคุมการสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมสั่งการให้ระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารทำงานโดยอัตโนมัติ (Engine Remote Start) ซึ่งระบบนี้จะติดตั้งในรุ่น LTZ เกียร์อัตโนมัติและ High-Country เท่านั้น นอกจากนี้รุ่น LTZ และ High-Country ทุกรุ่นจะมีกระจกมองหลังแบบปรับแสงอัตโนมัติมาให้

อีกหนึ่งความแปลกใหม่ของกระบะคันนี้คือ เวลาเราเปิดประตูหน้ารถ จะสังเกตว่ากระจกคู่หน้าจะลดระดับลงเล็กน้อยเพื่อให้การปิดประตูง่ายขึ้น

   สำหรับขุมพลังนั้น ใน Chevrolet Colorado Minor Change 2017 จะมีทางเลือกขุมพลังเครื่องยนต์ 2 แบบด้วยกัน แต่คราวนี้ Chevrolet ได้ตัดรุ่น 2.8 ลิตร พละกำลัง 200 แรงม้าออกไป ทำให้เหลือเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามทาง Chevrolet ได้อัพเกรดเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรให้แรงขึ้นในรุ่นบนๆทดแทนรุ่น 2.8 ลิตรที่หายไป

- รหัสเครื่องยนต์ LKH แบบดีเซล แถวเรียง วางตามยาว 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC พร้อมเทอร์โบ (FGT) และอินเตอร์คูลเลอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิงคอมมอนเรล ไดเรค อินเจคชั่น ความจุ 2499 CC. กำลังสูงสุด 163 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบ/นาที 

รหัสเครื่องยนต์ LK2 ดีเซล แถวเรียง วางตามยาว 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC พร้อมเทอร์โบแปรผัน (VGT) และอินเตอร์คูลเลอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิงคอมมอนเรล ไดเรค อินเจคชั่น ความจุ 2499 CC. กำลังสูงสุด 180 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 440 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบ/นาที

ทั้งหมดส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อม Manual Mode ซึ่งแล้วแต่รุ่นย่อย

   ทางด้านระบบความปลอดภัยนั้นทาง Chevrolet ก็ได้อัดแน่นระบบต่างๆมาให้แบบเต็มเม็ดเต็มเหนี่ยว และที่สำคัญคือทางค่ายได้นำระบบความปลอดภัยมาใส่ในตัวถังตอนครึ่งด้วย ต่างจากหลายๆค่ายที่มักใส่ไว้แค่รุ่น 4 ประตูเพียงอย่างเดียว มาแล้วมาไล่กันเลยดีกว่าว่าใน Colorado 2017 นั้นจะมีรุ่นย่อยไหนให้ระบบความปลอดภัยอะไรมาบ้าง
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง (ทุกรุ่น)
- ถุงลมนิรภัยหัวเข่า 1 ตำแหน่ง (เกรด LT ขึ้นไป)
- ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (เกรด LT ขึ้นไป)
- ระบบกระจายแรงเบรก EBD (เกรด LT ขึ้นไป)
- ระบบเสริงแรงเบรก PBA (เกรด LT ขึ้นไป)
- ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESC (เกรด LTZ , High Country)
- ระบบป้องกันการลื่นไถลทั้งขณะออกตัวและในโค้ง TCS (เกรด LTZ , High Country)
- ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (เกรด LTZ , High Country)
- ระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน HSA (เกรด LTZ , High Country)
- เซ็นเซอร์หน้า-หลัง ช่วยในการนำรถเข้าจอด (Front & Rear Park Assist) (เกรด LTZ , High Country)
- กล้องมองหลัง Rear View Camera (เกรด LTZ , High Country)
- ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร Lane Departure Warning  (เกรด LTZ , High Country)
- ระบบเตือนการชนด้านหน้า Forward Collision Alert (เกรด LTZ , High Country)
- ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง Tyre Pressure Monitor 
(เกรด LTZ , High Country)

  Chevrolet Colorado ปัจจุบันมีทางเลือกทั้งหมดดังนี้
SWB (รุ่นฐานล้อสั้น) 4x2 ตัวเตี้ย
2.5 LS MT ราคา 530,000 บาท


S-Cab (ตอนเดียว) 4x2 ตัวเตี้ย
2.5 LS MT ราคา 548,000 บาท



X-Cab (ตอนครึ่ง) 4×2 ตัวเตี้ย
2.5 LS MT ราคา 594,000 บาท
2.5 LT MT ราคา 652,000 บาท


X-Cab (ตอนครึ่ง) Z71 ขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง
2.5 VGT LT Z71 MT ราคา 699,000 บาท
2.5 VGT LTZ Z71 MT ราคา 799,000 บาท
2.5 VGT LTZ Z71 AT ราคา 839,000 บาท




C-Cab (4 ประตู) 4×2 ตัวเตี้ย
2.5 LS MT ราคา 689,000 บาท
2.5 LT MT ราคา 779,000 บาท



C-Cab (4 ประตู) Z71 ขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง
2.5 VGT LT Z71 MT ราคา 813,000 บาท
2.5 VGT LT Z71 AT ราคา 859,000 บาท
2.5 VGT LTZ Z71 MT ราคา 928,000 บาท
2.5 VGT LTZ Z71 AT ราคา 968,000 บาท
2.5 VGT High Country Z71 AT ราคา 998,000 บาท
2.5 VGT High Country Storm  AT ราคา 1,028,000 บาท

C-Cab (4 ประตู) 4×4 ขับเคลื่อน 4 ล้อ  
2.5 VGT High Country 4×4 AT ราคา 1,068,000 บาท
2.5 VGT High Country Storm 4×4 AT ราคา 1,098,000 บาท


    พูดถึงราคาค่าตัวของ Colorado นั้น ในความเห็นผมก็ถือว่าไม่ได้แพงอย่างที่คิด เนื่องจากว่าทาง Chevrolet มีการจัดออปชั่นและระบบความปลอดภัยต่างๆมาอย่างครบครัน มีการกระจายออปชั่นและระบบต่างๆค่อนข้างสมเหตุสมผล มาในราคาที่ถูกกว่ารถตลาดบางค่าย ส่วนเรื่องความทนทาน อะไหล่และการบริการก็ต้องดูกันยาวๆ

  สำหรับคู่แข่งสำคัญๆของ Chevrolet Colorado ก็จะมีดังต่อไปนี้
- Ford Ranger ถือว่าเป็นแบรนด์อเมริกันเหมือนกัน มีดีที่รูปโฉมหล่อเหลาถูกใจคอกระบะและอัดแน่นสารพัดอหมือนเช่น Chevrolet

- Isuzu D-Max ฝาแฝดร่วมตัวถังที่อาจจะไม่ได้มีระบบความปลอดภัยเด่นเท่า แต่รูปโฉมก็ถือว่าใช้ได้ ระบบก็มีมาให้เพียงพอใช้ในราคาที่รับได้ เรื่องศูนย์บริการและบริการหลังการขาย ความทนทาน อะไหล่ ถือว่าไว้ใจได้แน่นอน (เผลอๆน่าไว้ใจกว่า Chevrolet) ในฐานะรถกระบะอันดับต้นๆของเมืองไทย

- Toyota Hilux Revo อีกหนึ่งกระบะยอดขายกระบะอันดับต้นๆของเมืองไทย รูปโฉมแล้วแต่คนมอง ระบบความปลอดภัยอาจจะไม่ว้าวมาก แต่มีดีที่แบรนด์ ด้วยความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีมานาน รวมทั้งมีดีเรื่องความทนทานตามแบบฉบับของ Toyota และยังมีดีในเรื่องศูนย์บริการและบริการหลังการขาย อะไหล่ ราคาขายต่อ แถมตอนนี้ก็มีส่วนลดกระหน่ำ 

- Nissan Navara กระบะที่มีภายในหรูเหมือนรถ SUV ออปชั่นก็ค่อนข้างจัดเต็มใช้ได้ (แต่ยังไม่เท่า Chev) แต่หลายคนอาจจะไม่ชอบที่รถไม่สูงเหมือนกระบะค่ายอื่น รวมทั้งน็อตล้อที่ประหลาดกว่าชาวบ้าน แต่ที่ชอบคือภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พื้นที่ด้านหลังกว้างสบาย ศูนย์บริการคงต้องลองไปสัมผัสกันดู

- Mitsubishi Triton กระบะที่ทรวดทรงโฉบเฉี่ยวแต่หลายคนอาจจะไม่ชอบกระจังหน้า เลยเป็นเหตุให้ Ford ตีขึ้นมานำคันนี้ได้ แต่คันนี้มีดีที่พื้นที่ด้านหลังกว้างสบาย ศูนย์บริการก็อยู่ในระดับที่โอเคเช่นกัน

- Mazda BT-50 Pro กระบะสายพันธุ์สปอร์ต ที่หลายคนอาจจะไม่ชอบในความโฉบเฉี่ยวเกินไป ระบบความปลอดภัยก็จัดว่าจัดเต็ม (ในรุ่นบนๆ) ภายในค่อนข้างกว้างสบาย ศูนย์บริการเท่าที่เคยไปสัมผัสมาก็ถือว่าใช้ได้เลย แต่เรื่องบริการหลังการขาย อะไหล่ ความทนทานต้องรอดูกันยาวๆ

   มาในวันนี้ที่ใกล้พิมพ์บทความเรื่องนี้จบ ค่าย Chevrolet ก็ได้แยกทางการพัฒนากระบะขายร่วมกับ Isuzu แล้ว นั่นหมายความว่าใน Colorado เจเนเรชั่นต่อไปทาง GM คงต้องเดินหน้าพัฒนาด้วยตัวเอง ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไปครับว่ากระบะที่ Chevrolet ทำเองจะมีรูปร่างหน้าตาประมาณไหน 

   สรุป..Chevrolet Colorado Minor Change ถือว่าเป็นการมากระตุ้นตลาดกระบะได้ดีทีเดียว เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้รถกระบะหลายค่ายๆได้ขยับเขยื้อนไปตามๆกัน แม้ว่าจะไม่ได้มียอดขายที่โดดเด่นมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นกำลังหลักสำคัญที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ค่าย Chevrolet ทำตลาดในไทยต่อไปได้ Colorado ตัวนี้ทำให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำตลาดกระบะและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ทีนี้ก็เหลือแค่เราๆแล้วว่าจะเปิดใจรับหรือไม่ 


จากในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมานั้น หลายคนคงจะเห็นชื่อเสียที่ค่าย Chevrolet ได้ทำไว้โดยเฉพาะรถเก๋ง Cruze จนทำให้ได้ฉายาว่า "ขวัญใจรถยก" แม้ว่าจะมีการปรับโฉมในไทยมาหลายต่อหลายหนก็ไม่สามารถกู้หน้ากลับมาได้ จนตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่รอให้หายไปจากตลาดอย่างช้าๆ และไม่น่าจะมีโฉมใหม่มาทำตลาด ซึ่งเคสของ Cruze น่าจะทำให้ใครหลายๆคนหมดศรัทธาในตัวแบรนด์นี้ไปไม่มากก็น้อยทีเดียว ตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนที่ Chevrolet ควรหาทางทำให้ลูกค้าอย่างเรากลับมาศรัทธาในแบรนด์นี้อีกครั้งให้ได้ และผมคิดว่าเจ้า Colorado นี่แหละน่าจะเป็นส่วนสำคัญในการเรียกศรัทธาได้อีกครั้ง 

และแน่นอนว่า Chevrolet ก็ควรที่จะพัฒนาศูนย์บริการและบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้นๆเพื่อให้ลืมภาพลักษณ์ทางลบที่หลายคนจดจำหรือฟังเขามา ซึ่งถ้าทำตรงนี้ได้ก็คงจะมีโอกาสที่ Chevrolet จะกลับมาผงาดในตลาดรถอีกครั้งแน่นอน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น