วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

First Meeting EP.12 MG6 Minor Change การแก้ตัวครั้งใหม่ที่มีอะไรดีๆมากกว่าเดิม

  ตลาดรถยนต์นั่งในปีนี้เหมือนจะไม่ค่อยคึกคักมากนัก เพราะโดนกระแสของการเปิดตัวกระบะ และ รถ PPV รุ่นใหม่กลบเสียหมดจดเลย และอีกอย่างปีนี้ก็ไม่ได้มีรถยนต์นั่งใหม่ๆเปิดตัวมากมายเท่าไหร่นัก เลยไม่ค่อยมีความคึกคักหรือมีกระแสเท่า 2 ตลาดใหญ่ๆที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเองครับ 

   แต่ในท่ามกลางความเงียบงันของตลาด C-Segment ก็ยังมีความน่าสนใจอยู่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Toyota เปิดตัว Corolla Altis รุ่นพิเศษตั้งชื่อตามสนาม Nurburgring รวมทั้งเปลี่ยนพรีเซนเตอร์ใหม่กระตุ้นตลาด ส่วน Mazda ก็เปิดตัว 3 รุ่นพิเศษออกมา และล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้กับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่จากค่ายน้องใหม่อย่าง MG ที่หลายคนเริ่มให้ความสนใจกันมากขึ้น หลังจากที่น้องเล็ก MG3 ได้ประกาศศักดาแล้วว่า รถของเขาก็เทพพอที่ใครๆจะสนใจได้ ด้วยราคาที่ถูกและมีระบบความปลอดภัยครบทำให้ชนะใจใครๆได้มากมายทีเดียว และคันล่าสุดที่พวกเขาเปิดตัวก็คือ New MG6 ที่ได้รับการ Minor Change นั่นเอง

   อยากจะบอกเลยว่าไม่ควรมองข้ามแบรนด์นี้เป็นอย่างมากเลย เพราะพวกเขาเริ่มที่จะทำตลาดในไทยอย่างเต็มที่และพร้อมสู้สุดใจ ใครๆทั้งหลายก็จงเลิกอคติเสียทีว่ามันคือ "รถจีน" แม้ว่าเจ้าของจะเป็นจีนก็ตาม แต่งานออกแบบรวมทั้งงานวิศวกรรมต่างๆก็ยังให้อังกฤษจัดการอยู่ ส่วนรถที่ขายในไทย ไทยผลิตในจังหวัดระยองครับ ไม่ได้ประกอบในจีนและนำเข้ามาขายอย่างที่บางคนอาจจะเข้าใจผิดกันนะครับ

   ซึ่งก่อนหน้านี้ MG6 ก็ได้มาเปิดตลาดครั้งแรกที่ตั้งราคามาค่อนข้างสูง ซึ่งค่อนข้างสวนทางกับราคาในใจของผู้บริโภคโดยสิ้นเชิง และยังมีรีวิวของเจ้าใหญ่อย่าง Headlightmag ที่มาวิจารณ์ MG6 กันแบบตรงไปตรงมาไม่มีการอ้อมค้อม ชนิดที่ว่าทำให้หลายๆคนที่ได้อ่านแล้วอาจจะเกลียดและยี้ไปตามๆกันเลยก็ว่าได้ ซึ่ง MG ก็น่าจะรู้จุดนี้ดี และแน่นอนว่าพวกเขาไม่นิ่งเฉยและจะแก้ไขสิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์แบบให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งนั่นก็กลายเป็นอีกหนึ่งการพัฒนาครั้งใหม่ ที่ออกมาเป็น MG6 Minor Change นั่นเอง


  ถือเป็นการปรับปรุงที่รวดเร็วฉับไว หลังจากที่ MG6 รุ่นก่อนหน้านี้วางจำหน่ายในเวลาแค่ปีกว่าๆเท่านั้น และอีกทั้งต้องรีบปรับโฉมตามตลาดโลกอีกด้วย ไม่ใช่ว่าขายไม่ดีเลยต้องรีบปรับอย่างเดียวครับ แต่เป็นการอัพเดตโฉมรถได้ทันตลาดโลกด้วย

   และการแก้ตัวครั้งใหม่ของ MG6 ครั้งนี้จะมีอะไรใหม่ๆเพิ่มเติมเข้ามาบ้าง จะมีจุดไหนที่เด่นหรือด้อย จะโดนใจหรือไม่โดนใจ ผมจะบอกเล่าความเห็นของผมผ่านตัวหนังสือ เชิญติดตามต่อย่อหน้าข้างล่างได้เลยครับ




   หน้าตาของรถได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ดูดีขึ้นกว่าเดิม ด้วยกระจังหน้าที่ออกแบบตามแนวทางใหม่ของค่าย ซึ่งทำให้หน้าตาดูดุกว่าเดิม กันชนหน้าได้ออกแบบใหม่ให้มีคมสันมากกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ สอดรับกับกระจังหน้าดุๆได้อย่างดี นอกจากนี้ในรุ่นย่อย D และ X ยังติดตั้งไฟ Daytime Running Lights บริเวณกรอบไฟตัดหมอกอีกด้วย ส่วนรุ่น C จะเป็นไฟตัดหมอกธรรมดา ไฟหน้าได้รับการเปลี่ยนรายละเอียดภายในโคมใหม่ซึ่งเป็นโคมไฟแบบโปรเจคเตอร์ซีนอนในรุ่นย่อย X มีระบไฟส่องสว่างด้านข้างขณะเลี้ยว และยังมีระบบฉีดล้างไฟหน้ามาให้ ซึ่งส่วนใหญ่ในรถพิกัดเดียวกันไม่ได้ติดตั้งมาให้ ส่วนรุ่นย่อย C,D จะได้ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ฮาโลเจนธรรมดา



 
นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมภายนอกอีกประการหนึ่งก็คือ ขอบประตูโครเมียมที่ทาง MG ติดมาเพื่อเพิ่มความหรูหราให้กับตัวรถ ซึ่งมองผิวเผินนั้นมันทำให้รถดูดีขึ้นจริงๆ แต่เมื่อลองไปสัมผัสใกล้ๆดูแล้ว ยางที่หุ้มขอบโครเมียมที่ติดขอบประตูรถค่อนข้างที่จะดูหนาไปหน่อย ซึ่งมันทำให้ดูไม่ค่อยลงตัว เพราะค่ายรถอื่นจะไม่ใช้ขอบยางที่หนาขนาดนี้ อยากจะให้ทาง MG เก็บรายละเอียดให้ดูดีกว่านี้นิดนึง






ด้านท้ายรถนั้นได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งรุ่น Fastback (5 ประตู) และ Sedan (4 ประตู) โดยได้ออกแบบรายละเอียดไฟท้ายใหม่ซึ่งเป็นแบบ LED ซึ่งรายละเอียดโคมไฟก็ค่อนข้างสวยงามสะดุดตาทีเดียว และออกแบบกันชนท้ายใหม่ให้ดูดีและมีความสปอร์ตมากกว่าเดิมอีกด้วย


ล้ออัลลอยในรุ่นย่อย C จะได้ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ส่วนในรุ่นย่อย D จะได้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วลายใบพัด (รูปบน) ส่วนในรุ่น X จะได้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว 5 ก้านคู่ พ่นขอบดำ ลายล้อสวยๆแบบนี้มีในรุ่นท็อปของแต่ละตัวถังเท่านั้นนะครับผม




   เข้ามาที่ภายในห้องโดยสาร ซึ่งได้ออกแบบและปรับปรุงภายในใหม่ ซึ่งคอนโซลนั้นอาจจะดูเหมือนรถเจเนเรชั่นเก่าไปนิดหน่อย โดยเฉพาะช่องแอร์ทรงกลมที่ทำให้รถดูเก่าไปเลย แต่อย่างน้อยภายในก็มีข้าวของเครื่องใช้ที่ครบครันต่อการใช้งาน



พวงมาลัยยังคงเป็นทรงเดิมที่ยังออกแบบไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ มาตรวัดของรถได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ให้ดูสปอร์ตกว่าเดิม แถมอ่านยากกว่าเดิมอีกต่างหาก แต่มีจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่มาให้ด้วย ภายในของรถนั้นจะเป็นโทนสีดำในรุ่น C ส่วนรุ่น D และ X จะสามารถเลือกสีภายในระหว่างสีดำและสีเบจได้



 ช่องแอร์ตรงกลางออกแบบใหม่ให้ดูดีขึ้นกว่าเดิม ออกแบบปุ่มควบคุมเครื่องเสียงใหม่ให้ดูดีกว่าเดิม ส่วนปุ่มควบคุมแอร์ยังเหมือนเดิม ซึ่งเป็นระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแบบแยกซ้าย-ขวา ตั้งแต่รุ่น D ขึ้นไปจะได้หน้าจอแบบสัมผัสขนาด 7 นิ้วแบบในรูป สามารถเล่น CD / MP3 ได้ พร้อมระบบนำทาง ระบบเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ เชื่อมต่อ USB AUX ได้ พร้อมลำโพงถึง 8 ตัวด้วยกัน (รุ่น C จะได้ 6 ตัว) 

ทุกรุ่นจะได้ระบบสตาร์ทกุญแจแบบรุ่นเดิมแต่ MG บอกว่าใช้งานดีกว่าเดิม มี Paddle Shift ให้ทุกรุ่น มี Cruise Control และระบบจำกัดความเร็ว ASL (Active Speed Limit) มาให้ทุกรุ่นย่อย กระจกมองหลังแบบตัดแสงอัตโนมัติทุกรุ่นเช่นกัน






ฐานเกียร์ถือเป็นสิ่งที่ผมชอบเป็นการส่วนตัวเพราะออกแบบให้ดูทันสมัยและหรูหราไม่แพ้รถยุโรปเลย หัวเกียร์หุ้มหนังที่ออกแบบสไตล์ยุโรป และยังมีเบรกมือแบบไฟฟ้ามาให้ ปุ่มควบคุมต่างๆที่ออกแบบไม่ต่างจากรถยุโรป ซึ่งดูๆแล้วแอบคล้ายๆปุ่มของรถ Porsche เลยครับ

ไฮไลต์สำคัญคือการเพิ่มระบบการทำงานผ่านแอพพลิเคชัน inkaNet ที่สามารถทำอะไรได้หลายอย่างด้วยกัน โดย inkaNet มีความสามารถเชื่อมต่อ สื่อสาร สั่งการรถยนต์ได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ไร้สายและสามารถใช้งานและสั่งการได้ผ่านสมาร์ทโฟน และบน PC ฟรีค่าบริการเชื่อมต่อระบบ 5 ปี โดยระบบจะทำงานผ่านกล่องควบคุมที่เรียกว่า T-Box โดยเป็นตัวกลางที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างรถยนต์กับผู้ขับ สามารถใช้งานผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ Application inkaNet บนสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS และ Android, เว็บไซท์ www.mgcars.com ผ่านหน้าจอ PC และ MG Call Centre (1-800-999-988, 1-401-999-988 กด 3) 



ด้านหลังห้องโดยสารทุกรุ่นจะมีแอร์ด้านหลังมาให้ การโดยสารด้านหลังถือว่านั่งสบายไม่ต่างจากเดิม ด้านหน้าก็นั่งสบายเหมือนเดิมเช่นกัน การประกอบรถและวัสดุที่ใช้ก็ถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐาน MG ไม่ต่างจากรถยุโรปเลย

  สำหรับขุมพลังของรถนั้น MG6 คันนี้ได้ตัดทางเลือกเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ไร้เทอร์โบทิ้งไป เหลือไว้แค่เครื่องยนต์ 1.8 ลิตรเทอร์โบ มากับพละกำลัง 161 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 215 นิวตัน-เมตรที่ 2,000-4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ Dual Clutch 6 สปีด ที่แก้ไขสมองกลเกียร์ให้ทำงานไวกว่าเดิม และปรับปรุงระบบคันเร่งให้ทำงานดีกว่าเดิมเช่นกัน และที่สำคัญรองรับเชื้อเพลิงได้ถึง E85 แล้วด้วยครับ




    ระบบความปลอดภัยของรถนั้น ได้นำเสนอระบบความปลอดภัยใหม่ 5 อย่าง ได้แก่
- ระบบ Auto Hold ไม่ต้องเหยียบเบรคค้างไว้ในช่วงการจราจรติดขัด และสามารถออกตัวได้ทันทีเมื่อแตะคันเร่ง
- ระบบ DWTC - Dynamic Wheel Torque Control ควบคุมแรงบิดของล้อในขณะเข้าโค้ง
- ระบบ Steering Wheel Reminder

แจ้งเตือนทิศทางของพวงมาลัยหลังสตาร์ทเครื่องยนต์ โดยระบบจะทำการแจ้งเตือน เมื่อพวงมาลัยถูกหมุนไปจากทิศทางตรงเกินกว่า 90 องศา ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุขณะออกตัว
- ระบบ Cornering Lights ไฟส่องสว่างด้านข้างทำงานอัตโนมัติขณะเลี้ยว 
- ระบบ Auto-Leveling Headlights ปรับระดับไฟหน้าสูง-ต่ำอัตโนมัติ ช่วยป้องกันไม่ให้แสงจากไฟหน้ารบกวนผู้ขับขี่คันหน้า หรือผู้ที่ขับขี่ในฝั่งตรงข้าม 

นอกจากนี้ก็ยังมีระบบความปลอดภัยอีกหลายอย่างครับ ได้แก่
- ถุงลมนิรภัย 6 ใบ
- ระบบเบรค ABS พร้อม EBD และ EBA
- ระบบ Stability Control System ควบคุมการทรงตัว
- ระบบ Curve Brake Control ควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง
- ระบบ Motor Control Slide Retainer ป้องกันการลื่นไถลเมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน
-ระบบ Traction Control System ป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล
-ระบบ Brake Disc Cleaning ทำความสะอาดจานเบรกอัจฉริยะ
- ระบบ Hill Start Assist System ช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน
- ระบบ ITPMS - Indirect Tire Pressure Monitor System ตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง


   สำหรับราคาค่าตัวของรถนั้นทาง MG หลังจากที่ได้ปรับให้เครื่องยนต์สามารถใช้เชื้อเพลิง E85 ได้ ทำให้ MG สามารถปรับราคาให้ถูกกว่าเดิมในหลายรุ่นย่อย มีสีตัวถังให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีขาว สีดำ สีแดง สีเทา สีเงิน และยังมีออปชั่นสีพิเศษในรุ่น Fastback โดยเป็นสีขาวหลังคาดำ โดยแบ่งราคาตามตัวถังดังนี้ครับ
รุ่น Sedan 4 ประตู

- 1.8 C ราคา 818,000 บาท
- 1.8 D ราคา 898,000 บาท
- 1.8 D Sunroof ราคา 928,000 บาท
- 1.8 X ราคา 998,000 บาท
- 1.8 X Sunroof ราคา 1,028,000 บาท
รุ่น Fastback 5 ประตู
- 1.8 C ราคา 828,000 บาท
- 1.8 D ราคา 908,000 บาท
- 1.8 D Sunroof ราคา 938,000 บาท
- 1.8 X ราคา 1,008,000 บาท
- 1.8 X Sunroof ราคา 1,038,000 บาท

ราคาจะถูกหรือแพงนั้นก็ขึ้นกับพิจารณาของแต่ละท่านผู้อ่านนะครับ สำหรับผมแล้วเมื่อมองราคาต่าตัวนั้นเมื่อเทียบกับออปชั่นและระบบความปลอดภัยที่ให้มานั้นก็ถือว่าสมเหตุสมผลและไม่ได้แพงอย่างที่คิดเลย แม้ราคานี้อาจจะไม่ใช่ราคาที่หลายคนวาดไว้ในหัว แต่ถ้าใครมองว่าเป็นค่ายน้องใหม่ น่าจะทำราคาถูกสักนิด อย่างกรณี Hyundai Elantra Sport ที่ทำราคาถูกมากจนน่าสนใจ ก็แล้วแต่เลยครับ

   สรุป...MG6 Minor Change ถือเป็นพัฒนาการครั้งใหม่ที่ทำให้เราเชื่อว่า MG ก็สามารถทำรถที่ดีและทำงานลูกค้าสนใจมากขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าในช่วงการเปิดตัวนั้นจะโดนกระแสของ Mitsubishi Pajero Sport กลบจนหมด แต่ก็ยังมีคนให้ความสนใจอยู่เหมือนกัน (ผมคนนึงนี่หละ) และดูจากตัวรถและราคาที่ออกมานั้น เห็นได้ว่า MG พยายามปรับปรุงและพัฒนาตัวรถให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ก่อนหน้านี้ MG ได้ฟังทั้งเสียงลูกค้าและรับฟังปัญหาต่างๆจากสื่อเจ้าใหญ่ๆหลายเจ้า และนำมาปรับปรุงและพัฒนากันใหม่ และด้วยราคาค่าตัวที่หลายคนมองว่าสูงไป แต่ถ้าเทียบกับออปชั่นที่ให้และราคาที่ค่อนข้างสมเหตุสมผลกว่ารถในตลาดหลายเจ้าด้วยกัน ผมเลยมองว่าคุ้มค่าราคา และหวังว่า MG6 เจเนเรชั่นใหม่ก็น่าจะทำให้ดียิ่งกว่านี้อีก ตามข้อตำหนิที่กล่าวไว้ในบทความทั้งหลาย และผมเชื่อว่า MG จะยังคงมีที่ยืนในตลาดต่อไปอีกนานแสนนานแน่ๆ (อย่าเอาไปเปรียบกับ Proton กระดูกคนละเบอร์เลย) เราจะรอดูการเติบโตของคุณนะครับ  
 
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น