วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

เปิดตัว All-New MG GS อเนกปรระสงค์คันใหม่ พกความแรงสู้คู่แข่ง

  ค่ายรถหน้าใหม่ในเมืองไทยอย่าง MG ภายหลังจากการรุกหนักด้วยการเปิดตัวรถใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าะจะเป็น MG6 , MG3 , MG5 ในปีนี้ก็ยังมีรถใหม่อีกหนึ่งคันที่จะมาช่วยเติมความหลากหลายให้กับค่าย MG ได้มากขึ้น และรถที่ว่านี้ก็คือ MG GS โฉมใหม่ล่าสุดที่จะมาเติมเต็มช่องว่างในตลาดของค่ายและมาขอพื้นที่ส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่ง

   MG GS ใหม่นั้นเปิดตัวภายใต้แนวคิด "Follow No Others" มากับรูปลักษณ์ในสไตล์ที่ไม่ตามใครเหมือนกับที่โฆษณาไว้ ภายนอกของรถออกแบบตามแนวคิด "Diamond Flow Design" ชุดไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ HID มาพร้อมกระจังหน้าที่ออกแบบให้เชื่อมติดกับไฟหน้าได้อย่างลงตัว กันชนหน้าติดตั้งไฟ Daytime Running Lights ดีไซน์กันชนให้กับเข้าหน้าตารถได้เป็นอย่างดี และยังมีระบบฉีดล้างไฟหน้าติดตั้งมาให้ เส้นสายตัวรถดูเรียบง่ายสบายตา ส่วนด้านท้ายมากับไฟท้าย LED อันทันสมัย พร้อมกันชนท้ายทรงเท่ เสริมความสปอร์ตด้วยล้ออัลลอยปัดขอบเงาดำขนาด 18 นิ้ว

   ภายในห้องโดยสารออกแบบให้ดูดีและทันสมัยตามสไตล์ MG ตกแต่งด้วยวัสดุ Piano Black รอบคัน ทุกรุ่นจะได้เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง สำหรับรุ่นท็อปจะได้เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทางมาให้ด้วย ส่วนเบาะหลังสามารถพับได้แบบ 60:40 สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีให้อื่นๆ ได้แก่ Cruise Control ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ Push Start กระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ

   สำหรับระบบอินโฟเทนเมนต์นั้นทุกรุ่นจะติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมระบบนำทาง รองรับการเชื่อมต่อ USB AUX Bluetooth และยังติดตั้งระบบสื่อสารอัจฉริยะ inkaNet ที่สามารถทำได้ทั้งการโทรเข้า-โทรออก/SMS เข้า-ออก/Wifi Hotspot/การตรวจวิเคราะห์รถยนต์/ระบบอิเล็คทรอนิกส์/ระบบการนำทางรถยนต์/แจ้งอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน/การเตือนความผิดปกติรถ/การตรวจสอบสถานะของรถยนต์/ระบบเลขาฯส่วนตัว/การควบคุมการทำงานรถยนต์ และ ช่วยวางแผนการเดินทางได้ด้วย

   สำหรับขุมพลังของ MG GS นั้น ณ ตอนนี้มีให้เลือกขุมพลังเดียวเท่านั้น นั่นคือ เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 20L4E DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว Turbo-TGI - TECH มากับพละกำลัง 218 แรงม้าที่ 5,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตรที่ 2,500-4,000 รอบ/นาที รองรับเชื้อเพลิงได้ถึง E85 ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Twin Clutch Sportronic Transmission (TST) แบบ 6 สปีด สำหรับรุ่นท็อปจะมี Paddle Shift ควยคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้

   สำหรับระบบความปลอดภัยของรถนั้นทาง MG ก็ไม่ทำให้ผิดหวังด้วยการจัดระบความปลอดภัยอัดแน่นมาเหมือนรุ่นอื่นๆ
- ระบบป้องกันล้อล็อค ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD
- ระบบเสริมแรงเบรก BA
- ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
- ระบบป้องกันการลื่นไถลเมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน MSR (Motor Control Slide Retainer)
- ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control)
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและกันการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
- ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
- ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold)
- ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake)
- ระบบเพิ่มแรงดันไฮดรอลิคเบรก OHBV (Optimized Hydraulic Brake Servo)
- ระบบทำความสะอาดจานเบรกอัจฉริยะ BDC (Intelligent Brake Disc Cleaning)
-  ถุงลมนิรภัย 4 ตำแหน่ง (คู่หน้า+ด้านหน้า)

   สำหรับ MG GS ,มีสีให้เลือก 5 สีด้วยกัน ได้แก่ สีส้ม Burnt Orange พร้อมหลังคาสีดำ Black Top, สีขาว Arctic White พร้อมหลังคาสีดำ Black Top, สีดำ Pitch Black, สีน้ำตาล Mocha Brown และสีเงิน Platinum Silver สำหรับสี BURNT ORANGE / BLACK TOP และ ARCTIC WHITE / BLACK TOP เพิ่มเงิน 7,000 บาท แบ่งการจำหน่ายเป็น 2 รุ่นย่อย ได้แก่
รุ่น 2.0 TD 2WD ราคา 1,210,000 บาท
รุ่น 2.0 TX 4WD ราคา 1,310,000 บาท

   ปล. ต้องบอกไว้ก่อนว่าคู่แข่งของ MG GS คือ Honda CR-V / Nissan X-Trail / Mazda CX-5 / Chevrolet Captiva ในระดับขุมพลัง 2.4-2.5 ลิตร ฉะนั้นไม่ควรนำไปเทียบกับ Honda HR-V หรือ Mazda CX-3 

 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น