วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

First Meeting EP.13 Suzuki Ciaz อีโคคาร์ซีดานภาพลักษณ์หรูเกินใคร

  เศรษฐกิจช่วงนี้ที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าไหร่นัก ตลาดรถยนต์ก็เริ่มเงียบงันเช่นกัน แม้แต่ค่ายใหญ่ๆที่พยายามกระหน่ำเปิดตัวรถกันแค่ไหน ถ้าไม่เจ๋งจริง (อย่าง Mitsubishi Pajero Sport) ก็จะเงียบและไม่ค่อยเป็นกระแสมากเท่าไหร่นัก ไม่ใช่คนไม่สนใจหรอกครับ แต่ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ คงไม่ค่อยมีใครที่จะมีอาเร่าอารมณ์จับจ่ายใช้สอยมากเท่าไหร่


  สำหรับค่าย Suzuki ก็เช่นกัน หลังจากที่ได้ทำการเปิดตัวอีโคคาร์ซีดานคันใหม่อย่าง Suzuki Ciaz ที่ก็มีหลายคนในโลกโซเชียลให้ความสนใจกันอยู่ แต่ภายหลังการเปิดตัวนั้นกระแสต่างๆก็เงียบไป ไม่ใช่ว่ารถไม่ดีหรือไม่มีใครสนใจครับ แต่สภาพเศรษฐกิจตอนนี้ ใครๆหลายคนก็คงยังไม่ค่อยสนใจออกรถมากนักเท่าไหร่

   แต่อย่างไรก็ตามในตั้งแต่ตอนนี้จนถึงช่วงเปิดตัวก็ทำยอดขายได้มาบ้างแล้ว อย่างเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ก็ทำยอดขายได้ราวๆ 500 คันในเวลาไม่ถึงเดือน (ซึ่งถ้ารวมยอดในปัจจุบันกับยอดจองสะสมตอนนี้อาจจะอยู่ที่ประมาณ 1 พันกว่าๆก็ได้) เพียงเท่านี้ก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่สวยงามแล้วละครับ สำหรับอีโคคาร์ซีดานคันนี้



   ซึ่งถ้าเรามากล่าวถึง Suzuki Ciaz นั้น บอกได้เลยยว่าตอนนี้มันคืออีโคคาร์ซีดานที่ใหญ่ที่สุดในตลาดแล้ว ด้วยขนาดตัวถังที่เทียบเท่ากับ B-Segment ขนาดความจุ 1.5 ลิตรทั้งหลาย และยังมีขนาดที่ไปคาบเกี่ยวกับ C-Segment ด้วย ซึ่งในบางประเทศนั้นก็มีการวางเครื่อง 1.5 และ 1.6 ลิตรขายด้วย แต่ที่เมืองไทยวางเครื่องเล็กเพื่อจะเอาเข้าโครงการอีโคคาร์นั่นเอง นอกจากนี้แล้วมันสามารถที่จะเป็นอีโคคาร์ซีดานที่มีรูปทรงสวยและลงตัวที่สุดในตลาดเลยก็ว่าได้

  ถ้าว่ากันด้วยขนาดของรถคันนี้ ต้องบอกเลยว่ามันมีตัวรถที่ใหญ่เอาเรื่องเหมือนกัน ด้วยขนาดความยาวตัวรถที่อีกนิดหน่อยก็จะเข้าใกล้ C-Segment แล้ว แม้แต่ในเมืองจีนก็กำหนดให้รถรุ่นนี้วางเครื่อง 1.6 ลิตรขาย ฉะนั้นผมเลยลองเอา B-Segment 1.5 ลิตรจาก 2 ค่ายใหญ่กับ B-Segment Eco Car Sedan อย่าง Nissan Almera มาลองเทียบสัดส่วนตัวถังดู ซึ่งก็ชัดเจนแจ่มแจ้งเลยว่า เจ้า Ciaz คันนี้มีขนาดตัวถังที่ใหญ่สุดในตลาดกลุ่ม Eco Car Sedan หนำซ้ำยังมีขนาดใหญ่กว่า B-Segment พิกัด 1.5 ลิตรที่ขายในเมืองไทยเสียอีก ซึ่งขนาดตัวถังนั้นจะอยู่ก้ำกึ่งระหว่าง B และ C-Segment กันเลยละครับ


 และเชื่อว่าหลายคนอาจจะยังสงสัยว่า ไอ้ชื่อ Ciaz มันอ่านว่ายังไง สรุปก็คือ มันอ่านว่า "เซียส" นะครับ แรกเริ่มเดิมทีนั้น แต่ก่อนหลายสื่อหลายเจ้าก็พากันอ่านว่า "ซีแอซ" แต่ไปๆมาๆนั้นพอมาเปิดตัวในเมืองไทย ทาง Suzuki ก็ให้อ่านว่า "เซียส" นั่นเอง หลายคนก็คิดต่อว่าทำไมเอาชื่ออะไรแบบนี้มาขาย แต่ทว่า..ถ้าจะเอาชื่อที่จำหน่ายในเมืองจีน ซึ่งใข้ชื่อว่า "Alivio" (อาลิวิโอ้) มันก็จะไปคล้องกับ "Celerio" อีก

   อยากจะบอกเลยว่าผมรอคอยการมาของรถคันนี้ตั้งแต่มันเป็นรถต้นแบบ และมีรถออกมาวิ่งทดสอบเมื่อประมาณต้นปีที่แล้ว และเฝ้าคิดว่าทาง Suzuki เมืองไทยจะเอาเข้ามาขายในรูปแบบไหนกัน ซึ่งผลสุดท้ายก็สรุปออกมาว่า Suzuki วางให้รถคันนี้เป็น "Eco Car Phase 1" และเป็นน่าจะเป็นอีโคคาร์เฟสแรกคันสุดท้ายของโครงการแล้วด้วยครับ ถามหน่อยว่าทำไมไม่ทำเครื่อง 1.5 ลิตรมาขายล่ะ? แน่นอนว่าตลาดกลุ่มนี้ค่อนข้างมีการแข่งขันรุนแรง ถ้าเกิดไปแทรกขึ้นมาแล้วไม่มีอะไรเด่นเท่าเขาก็สู้อะไรไม่ได้ ฉะนั้นแล้วมาตีตั่วเด็กเข้า Eco Car Phase 1 ชูจุดเด่นด้วยความหรูหราและขนาดตัวถังที่ใหญ่กว่าใครน่าจะดีเสียกว่า

 
   เอาละ...มาเริ่มดูรูปร่างหน้าตารถกันเลยดีกว่า และเนื่องจากว่ารูปที่ผมถ่ายตัวรถนั้น มีบางภาพที่ไม่ชัด และผมก็ถ่ายเจ้า Ciaz มาไม่ถึง 20 รูป เลยอาจจะไม่เห็นรูปในหลากหลายมุม ดังนั้นผมอาจจะเอารูปจากที่อื่นๆมาประกอบบทความปนๆกันไปนะครับ

 ซึ่งเมื่อดูจากรูปกายภายนอก สามารถบอกได้เลยว่า เจ้า Ciaz คันนี้ค่อนข้างมีรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นกว่าใครในกลุ่มคู่แข่งในตลาด ด้วยหน้าตารถที่ออกแบบมาให้ดูหรูหรา เส้นสายดูเรียบร้อยไม่เบื่อตา มีการแต่งแต้มด้วยโครเมียมนิดๆเติมเต็มความหรูเข้าไป บวกกับขนาดที่ใหญ่กว่าคู่แข่ง ก็ทำให้หน้าตาของรถนั้นค่อนข้างโดดเด่นกว่าใครอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นเลย



รุ่น GA จะเป็นกระจังหน้าแบบสีดำ
   กระจังหน้าของรถนั้นจะมากับชุดกระจังหน้าแบบโครเมียมตั้งแต่รุ่น GL ขึ้นไปแต่ความโดดเด่นที่อยากจะชื่นชมคือการติดตั้งไฟหน้าโปรเจคเตอร์มาให้ใน "ทุกรุ่นย่อย" โดยไม่มีการกั๊กเลยแม้แต่น้อย ส่วนกันชนหน้าของรถนั้นก็ออกแบบให้ดูลงตัวทันสมัยเข้ากับกระจังหน้ารถได้เป็นอย่างดี


เส้นสายด้านข้างของรถนั้นออกแบบให้ดูเรียบง่ายสบายตา แต่ดูดีขึ้นด้วยแถบโครเมียมที่ติดมาให้ในรุ่น GLX ซึ่งก็ดูดีตามสไตล์ค่าย Suzuki เขานั่นหละครับ อีกจุดสังเกตหนึ่งจากด้านข้างก็คือ "มือจับประตูรถ" ซึ่งในรุ่นย่อย GA จะเป็นมือจับประตูสีดำ ในรุ่นย่อย GL จะเป็นสีเดียวกับตัวรถ ส่วนรุ่นบนสุด GLX จะเป็นมือจับประตูแบบโครเมียม กระจกมองข้างก็เช่นกัน ในรุ่น GA จะได้กระจกมองข้างสีดำ ส่วนในรุ่น GL จะเป็นแบบสีเดียวกับตัวรถ และรุ่น GLX จะเป็นสีเดียวกับตัวรถพร้อมไฟเลี้ยวบนตัวกระจกมองข้าง


มุมมองด้ายท้ายนั้นเป็นที่กล่าวขานมากที่สุดว่า คล้ายกับรถ B-Segment กลุ่ม 1.5 ลิตรอย่าง Honda City จนมีหลายคนอาจจะคิดเข้าใจผิดว่า Suzuki ไปลอกเลียนแบบแนวการออกแบบท้ายของ Honda City หรือเปล่า ซึ่งถ้าใครคิดเช่นนี้ขอจงเข้าใหม่ว่า อันที่จริงแล้ว Suzuki นั้นออกต้นแบบที่มีชื่อว่า Authentics Concept มาก่อนที่ Honda City โฉมล่าสุดเอาเข้ามาขายในไทยเสียอีกครับ ซึ่งแน่นอนว่าไฟท้ายนั้นก็ค่อนข้างดูดีและกันชนท้ายที่ออกแบบกรอบทับทิมหลังได้สวยงามใช้ได้เลย

นอกจากนี้อีกจุดเด่นคือฝาประโปรงท้ายที่สามารถเปิดได้ด้วยอัตโนมัติเพียงแค่เรากดตรงกุญแจรีโมทของรถ ซึ่งจุดเด่นตรงนี้มีให้ทุกรุ่นเลย



ทางด้านล้อของรถนั้น ในรุ่น GA จะได้ล้อกระทะขนาด 15 นิ้ว ต่อมาที่รุ่น GL จะได้ล้อกระทะพร้อมฝาครอบลายสวยงามขนาด 15 นิ้ว และในรุ่น GLX จะได้ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ซึ่งลายล้อนั้นออกแบบให้เข้ากับตัวรถและเสริมภาพลักษณ์ความหรูของรถได้ดีเลยทีเดียว


   เข้ามาดูภายในห้องโดยสารกันบ้าง...ซึ่งแนวการออกแบบห้องโดยสารของ Suzuki นั้นก็ยังคงมาแนวทางเดียวกับรุ่นอื่นๆคือ เรียบง่ายไม่หวือหวา แต่ดูดีและไม่เบื่อตาเลย ซึ่งการประกอบภายในและวัสดุภายในของรถนั้นก็ถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐานและตามราคาของตัวรถ 


   ภายในเราจะเห็นพวงมาลัยสหกรณ์ทรงคุ้นตาที่ใช้ตั้งแต่ Swift,Ertiga และ Celerio มองข้ามจุดนี้ไป มาดูตรงมาตรวัดของรถที่ออกแบบสเกลตัวเลขที่ชัด อ่านค่าง่าย รายละเอียดต่างๆบนมาตรวัดนั้นถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐาน Suzuki เลย


ในรุ่น GLX นั้นจะติดตั้ง Push Start มาให้ ส่วนรุ่นอื่นๆนั้นจะเป็นกุญแจบิดสตาร์ท และสำหรับรุ่น GLX นั้นจะได้ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ ส่วนรุ่น GA และ GL จะเป็นระบบปรับอากาศแบบมือหมุนธรรมดา ส่วนระบบเครื่องเสียงนั้นจะเป็นวิทยุ MP3 เล่น CD แบบธรรมดา แต่ความน่าสนใจของมันอยู่ที่การออกแบบในส่วนปุ่มกดวิทยุที่ออกแบบตัววิทยุค่อนข้างดูดีและดูน่าสัมผัส อันนี้ขอชื่นชมเลยว่า Suzuki ใส่ใจการออกแบบเล็กๆน้อยๆตรงนี้ เพราะเชื่อว่าคนไทยยังไงถ้าเห็นของสวยๆน่าใช้ น่าสัมผัส จะต้องชอบแน่นอน


ทุกรายละเอียดในห้องโดยสารนั้นถือว่าทำได้ดีและน่ามองไล่ตั้งแต่คอนโซลหน้ายันแผงประตู คือตอนนี้ยังไม่รู้จะหาข้อตำหนิตรงไหน เพราะไปลองนั่งมาก็ไม่ค่อยจะมีจุดบกพร่องของรถให้ตำหนิเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งอันนี้ไม่ได้เป็นการอวยรถคันนี้หรือรับสินบนมาโปรโมทรถทั้งนั้น แต่อันนี้กล่าวมาจากใจจริงและกล่าวด้วยความสัตย์


ส่วนพื้นที่นั่งตอนหลังนั้น ด้วยความที่การันตีได้ว่าเป็น Eco Car Sedan ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยแล้วตอนนี้ ก็รับประกันได้ว่าพื้นที่ตอนหลังของ Suzuki Ciaz นั้นก็นั่งสบายเช่นกัน ให้ความรู้สึกความกว้างสบายไม่แพ้ City 2009 และ Altis 2010 ที่บ้านเลยละครับ และสิ่งที่หลายคนคงสงสัยก็คือ ทำไมไม่ติดระบบปรับอากาศตอนหลังมาให้แบบเมืองนอกมาให้ เหตุผลเดียวเลยคือ "ลดต้นทุน" และสำหรับผมก็มองว่าอาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก

  ก็จบลงสำหรับการกล่าวถึงภายในห้องโดยสาร ทีนี้มากล่าวถึงขุมพลังบ้าง ซึ่งแม้จะมีตัวถังที่ใหญ่โต แต่ในเมื่อเข้าโครงการอีโคคาร์ ซึ่งก็ทำตามเงื่อนไขด้วยการยกเครื่อง K12B จาก Suzuki Swift มาลงเสียเลย ซึ่งรายละเอียดขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องเบนซิน 1.25 ลิตรแบบเดียวกับ Swift มากับพละกำลัง 91 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 118 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ทั้งหมดนี้ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และ เกียร์อัตโนมัติ CVT แล้วแต่รุ่นย่อยที่กำหนดมา

   ส่วนระบบความปลอดภัยของรถนั้นก็ถือว่ามีครบแล้วสำหรับรถระดับนี้ ซึ่งก็จะมี
- ระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD (ยกเว้นรุ่น GA)
- ระบบช่วยเบรก BA
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS
- กุญแจ Immoblizer
- สัญญาณเตือนภัย Security alarm

   สำหรับราคาค่าตัวนั้น ก็จะมีราคาค่าตัวดังต่อไปนี้ครับ
GA 5MT ราคา 484,000 บาท
- รุ่นล่างสุดเลย คุณจะได้ตัวรถธรรมดา ไม่มีไฟตัดหมอก ได้มาแค่ล้อกระทะ ภายในก็ไม่มีวิทยุติดมาให้ เชื่อว่าทาง Suzuki น่าจะทำออกมาเอาใจพวกขาซิ่งที่อยากซื้อรถไปแต่งต่อเพิ่ม คันนี้น่าจะเป็นทางเลือกได้เลย

GL 5MT ราคา 523,000 บาท
- เพิ่มจากรุ่น GA คุณจะได่ฝาครอบล้อเพิ่มเติม กระจังหน้าแบบโครเมียม พร้อมวิทยุ เพิ่ม ABS EBD มาให้จากรุ่น GA รุ่นนี้ดูจะคุ้มราคามากๆสำหรับใครที่อยากสับเกียร์เล่นเอง

GL CVT ราคา 559,000 บาท
- รุ่นนี้น่าจะเพียงพอแล้วกับใครๆหลายคน ราคาสวยใช้ได้ เพิ่มเติมจากรุ่นเกียร์ธรรมดานิดหน่อย

GLX CVT ราคา 625,000 บาท
- และถ้าใครอยากได้รุ่นท็อปสุด อยากได้สิ่งของต่างๆในรถครบถ้วนสุด ก็เลือกรุ่นนี้เลย แต่ด้วยค่าตัวขนาดนี้ ตัวถังขนาดนี้ ก็ถือว่าสมเหตุสมผลครับ

อ้า...และยังมีอีกรุ่น GLS ที่จะเป็นรุ่นท็อปออปเดอะไลน์ ซึ่งคุณจะได้ออปชั่นต่างๆครบในคันนี้เลย จะมีหน้าจอ DVD สัมผัสมาให้ ชุดแต่งรอบคัน และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วติดตั้งมาให้ แต่ทว่าทาง Suzuki ยังไม่เริ่มวางขาย ซึ่งคาดว่าน่าจะขายดูเชิงก่อนสักพัก และรอคอยจังหวะที่เหมาะสมกับการปล่อยของออกมา

   สรุปโดยรวมก็คือ...Suzuki Ciaz ถือเป็นการทำการบ้านมาอย่างดีสำหรับค่าย Suzuki ซึ่งโดยรอบคันรถนั้นถือว่ามีความโดดเด่นที่มากกว่าค่ายไหนๆเลยก็ว่าได้ อาจจะมีออปชั่นบางสิ่งบางอย่างที่อาจไม่มีแบบค่ายอื่นบ้าง แต่สำหรับผู้ใช้อย่างเราๆนั้นที่ไม่ได้คาดหวังเรื่องอุปกรณ์ติดรถที่หวือหวาๆ ก็ถือว่าน่าจะรับได้กับรถคันนี้ และด้วยค่าตัวที่สูงกว่า Nissan Almera หลายคนอาจจะคิดว่าแพงเกินตัวหรือไม่ ซึ่งต้องบอกเลยว่า ถ้าได้ไปสัมผัสรถของจริง และดูองค์ประกอบตัวรถหลายๆอย่างแล้ว จะเห็นว่าราคานั้นไม่แพงเกินคุณภาพของรถเลย ซึ่งตัวรถก็ดีแล้ว..ก็มารอดูกันต่อไปว่า เสียงของผู้ใช้จริงนั้นจะเป็นอย่างไรกันบ้าง...

ขอบคุณภาพบางส่วนในเว็บ Motortrivia ด้วยครับ
   
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น