วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2558

First Meeting EP.7 MG3 : การแก้ตัวครั้งใหม่ที่คนไทยเริ่มเปิดใจยอมรับมากกว่าเดิม

ค่าย MG ในเมืองไทยที่บริหารภายใต้ร่มเงาของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หลังจากการเปิดตัว MG6 ที่หลายคนบ่นอุบกันนักหนา ทั้งเรื่องระบบต่างๆของตัวรถ และด้วยราคาที่เปิดตลาดออกมาถือว่าแพงเกินเหตุสำหรับการเปิดตลาดในเมืองไทย ทำให้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้เลย และแน่นอนบทเรียนที่ได้รับคราวนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการเปิดตัวรุ่นใหม่รุ่นต่อไป

   และรถที่เราจะมากล่าวถึงในบทความเรื่องนี้นั่นคือน้องใหม่ในตลาดที่เพิ่งเปิดตัว MG3 รถซับคอมแพกต์ขนาดเล็กรุ่นใหม่ที่ MG ต้องการเอาจริงเอาจังกับตลาดกลุ่มนี้กันเลยทีเดียว ด้วยการตั้งราคาที่ถูกกว่า B-Segment ในระดับเดียวกัน ชนิดที่ว่าราคานั้นเข้าไปเกาะกลุ่มในแดนรถในโครงการ Eco Car กันเลยทีเดียว 

   ก่อนอื่นเราขอย้อนความไปหลังวันเปิดตัว MG6 เมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2014 ที่ผ่านมา แน่นอนหลังการเปิดตัวรถ ก็โดนหลายเสียงที่ถล่มกันเละตุ้มเป๊ะกันในเรื่องของราคาค่าตัวรถที่แพงเกินตัว ซึ่งแรกๆนั้นหลายคนยังไม่รู้ถึงสรรพคุณรถก็ยังไม่อะไรกับมันมากเท่าไหร่ครับ แต่หลังจากที่พี่จิมมี่แห่งเว็บ Headlightmag.com ได้ทำรีวิวรถคันนี้แบบตรงไปตรงมา ทำให้เราได้เห็นจุดบอดของมันอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่นั้นมาผู้เขียนก็เริ่มมีมุมมองทางลบกับ MG6 มาจนถึงวันนี้ ซึ่งมันก็ดีแค่หน้าตาเท่านั้นหละ นอกนั้นแทบจะหาอะไรดีไม่ได้เลย 

   แต่ภายหลังการเปิดตัว MG3 สิ่งที่ค่ายทำให้คนไทยกลับมายิ้มได้อีกครั้ง และเริ่มเข้าหาแบรนด์นี้ก็คือ ราคาของมันนั่นเอง ซึ่งป้ายราคาที่แปะไว้เริ่มต้นที่ 479,000 บาท จนถึง 595,000 บาท ซึ่งราคาเนี่ย นั่นมันรถ Eco Car เครื่อง 1.2 ลิตรชัดๆ แต่กลับมาดูแล้ว อ้าว! นี่มัน B-Segment เครื่อง 1.5 ลิตรนี่หว่า... แหมๆๆๆ ใครไม่สนก็แปลกแล้วครับ ยิ่งคนไทยชอบของดีๆถูกๆอยู่ด้วย นั่นทำให้คนไทยกลับมาสนใจ MG อีกครั้ง และแน่นอนครับ ในงาน Bangkok Motor Show 2015 คนไทยยังเข้าไปดู MG3 กันแบบไม่ขาดสายด้วย คนที่มาดูถือว่าเยอะกว่าเมื่อคราวเปิดตัว MG6 เลย แม้จะไม่หนาแน่นเท่าบูธรถตลาด แต่ก็ถือว่าเยอะอย่างไม่น่าเชื่อ ทำดีแล้วก็ต้องชมครับ จริงปะ

  เอาละครับ เริ่มเข้าสู่การบอกเล่าความรู้สึกหลังจากไปสัมผัส MG3 มาแล้วครับ เริ่มจากภายนอกรถกันก่อน หน้าตาของรถนั้นก็ถือว่ามีความดูดีอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่รถที่ดูแย่เลย แม้ว่าจะไม่ได้มีเส้นสายที่ดูล้ำหรือโฉบเฉี่ยวแบบชาวบ้านเขา แต่มันก็ยังใช้ได้ดีทีเดียว ด้านหน้ารถออกแบบให้ดูมีความดุดันในแบบ MG และยัดไฟ DRL ไว้บริเวณกันชนหน้า ซึ่งมันก็ไม่ได้ดูแย่เลย 

เส้นสายตัวรถดูจะแข็งทื่อและดูเชยไปนิดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่มันก็ไม่ได้ดูแย่เสียขนาดนั้น ในขณะที่ด้านท้ายรถก็ออกแบบให้สอดรับกับเส้นสายของตัวรถพอสมควร และสิ่งที่ชอบที่สุดและเป็นจุดขายเด่นๆของรถคันนี้เลยก็คือ หลังคาซันรูฟ ซึ่งเป็น B-Segment ค่ายเดียวในไทยที่ติดตั้งออปชั่นนี้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งติดตั้งในรุ่น X และรุ่น Xross เท่านั้น นอกจากนี้ยังสร้างความแตกต่างด้วยการเพิ่มลูกเล่นด้วยการทำสีตัวถังรถแบบทูโทนได้ด้วย ซึ่งช่วยเพิ่มสีสันได้ดีทีเดียวครับ

สำหรับตัวถัง Xross (อ่านว่า ครอส) ก็ได้รับการตกแต่งให้แตกต่างจากรุ่นธรรมดา ออกแบบกันชนหน้าใหม่ให้ดูสปอร์ตเท่กว่าตัวธรรมดา แต่ไม่มีไฟ DRL มาให้ซะงั้น อืม..ไม่เป็นไรหรอกเนอะ นอกจากนี้ยังออกแบบในส่วนการ์ดกันกระแทกสีดำรอบคันให้ดูสมกับเป็นรุ่นครอสเสียหน่อย กันชนท้ายก็ออกแบบให้แตกต่างจากรุ่นธรรมดาด้วยการให้ดูสมบุกสมบันกว่า แล้วก็เพิ่มราวหลังคาเข้าไปซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้วตัวรถสองรูปแบบนี้ก็มีส่วนสูงที่ไม่ได้ต่างกันเลยละครับ

ล้ออัลลอยของรถนั้น ในรุ่นล่างสุด รุ่น C จะได้เป็นล้อกระทะพร้อมฝาครอบล้อขนาด 14 นิ้ว ส่วนในรุ่น D และ X จะเป็นล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว 8 ก้านคู่ และรุ่น Xross จะได้ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว 5 ก้าน


   มาถึงภายในห้องโดยสารของรถนั้นที่มากับแนวการออกแบบที่ดูเชย แข็งทื่อ ดูไร้รสนิยม แต่เป็นความเรียบง่ายที่แฝงไปด้วยความสปอร์ต ยังดูเป็นห้องโดยสารที่ดูน่าใช้อยู่พอสมควร แม้จะไม่ได้ดูสวยงามน่าใช้อย่าง Mazda 2 ก็ตาม ห้องโดยสารค่อนข้างนั่งสบายพอสมควร การประกอบภายในอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ แม้วัสดุภายในก็ตามราคาของรถนี่ละครับ 



ไล้มาตั้งแต่ฝั่งคนขับ พวงมาลัยของรถที่ออกแบบไม่เข้าตาเสียเท่าไหร่ ดูแปลกๆชอบกล เหมือนกับพวงมาลัย MG6 ที่มีรูปร่างไม่ชวนมองเท่าไหร่ แต่พวงมาลัยวงนี้ก็ดูดีกว่า MG6 อยู่พอประมาณ 


ช่องเก็บของด้านบนที่หลายๆคนมักจะเรียกกันว่า "เก๊ะใส่พระเครื่อง" เป็นที่ซ่อนของช่องเสียบ USB ซึ่งอาจจะดูไม่ใช่ที่ของมัน แต่อย่างน้อยมันก็ยังสะดวกกว่าการงมหาช่องเสียบ USB ใน MG6 เยอะเลยละครับ 



มาตรวัดรถนั้นเล็กกว่ารถในระดับเดียวกัน แต่อย่างน้อยก็ยังมองเห็นชัดกว่า MG6 ซึ่งทำตัวเล็กยิ่งกว่า!!
 หัวเกียร์ของรถที่ออกแบบมาแนวสปอร์ตดิบเถื่อน ซึ่งมันทำให้ผู้เขียนไปนึกถึงเกียร์แบบ Joystick เสียได้ 




สิ่งที่แอบตลกคือ กรอบช่องแอร์กับหน้าปัดวิทยุที่เป็นทรงเดียวกันเป๊ะ แต่สิ่งที่คนไทยอาจจะไม่ค่อยปลื้มคือ การไม่ติดตั้งจอสัมผัสมาให้ ซึ่งค่ายอื่นๆ (ยกเว้น Toyota) เขาติดมาให้กันหมดแล้ว แต่ยังไงก็ตามคิดว่าคนไทยหลายคนคงไม่ค่อยสนอะไรพวกนี้หรอก แค่มีวิทยุก็โอเคแล้วละเนอะ ก็สมราคามันแล้วละครับ การใช้การวิทยุของรถนั้นอาจจะดูยากเย็นไปนิด แต่คิดว่าถ้าลองใช้ไปจนชินก็จะสามารถเรียนรู้กับมันได้ 




 แผงประตูในรุ่น C และ D จะเป็นแบบผ้า ซึ่งลายผ้านั้นดู Retro (หยาบๆก็คือ โคตรเชย) และยิ่งมากับเบาะผ้า ซึ่งดูเป็นรถราคาถูกไปเลย แต่จริงๆแล้วมันก็ถูกสมราคามันหละครับ ซึ่งมันก็ทำให้ผู้เขียนนึกถึงการไปนั่งบนรถราคาถูกพวก Chery หรือไปนั่ง Proton Savvy อะไรประมาณนั้นเลย


  อย่างไรก็ตามในรุ่น X และ ครอส ก็ยังให้เบาะหนังมาให้พร้อมกับเดินตะเข็บสีแดงเพิ่มความสปอร์ต ส่วนในรุ่นครอสจะเป็นเบาะสีดำสลับส้มหุ้มหนังซึ่งเพิ่มความแตกต่างและสปอร์ตได้ทีเดียว นอกจากนี้ยังบุแผงประตูด้วยหนังนิ่มๆ ซึ่งดูดีกว่าแบบผ้าเยอะ ส่วนการโดยสารด้านหลังถือว่าใช้ได้ดีพอสมควร นั่งสบายใช้ได้ดีทีเดียว

      ด้านเครื่องยนต์นั้นมากับขุมพลังขนาด 1.5 ลิตร DOHC VTi-TECH 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่ให้กำลังสูงสุด 106 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 135 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด SeleMatic หลักการทำงานคล้ายๆกับเกียร์ AMT ในโปรตอน พร้อมระบบปรับโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต และแบบแมนวล เปลี่ยนเกียร์เองได้ และที่สำคัญรองรับน้ำมัน E85 ได้ด้วยครับ


     ด้านระบบความปลอดภัยของรถนับว่าจัดมาแบบเต็มๆแบบสุดๆ ทำให้รถ B-Segment ค่ายเจ้าตลาด (ตัว T) นี่แทบจะต้องอาย เพราะออปชั่นหลายรายการนี้ไม่ติดให้เลย ด้วยระบบ ควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง (CBC – Curve Brake Control) , ระบบการช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (HAS – Hill-Start Assist System), ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน (ABS – Anti-Lock Braking System) พร้อมระบบช่วยกระจายแรงเบรก (EBD – Electronic Brake – Force Distribution) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล (TCS –Traction Control System) ระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน (MSR – Motor Control SlideRetainer) ระบบควบคุมการทรงตัว (ESC – Electronic Stability Control) โครงสร้างตัวถังเพื่อความปลอดภัย (USD –Ultimate Stiffness Design) และ ระบบเสริมแรงเบรก (BA – Brake Assist) ออปชั่นเหล่านี้มีทุกรุ่นย่อยครับ


   สำหรับค่าตัวของรถที่ทำให้หลายคนต้องมองตากันเลยทีเดียว หลังจากที่เคยโดนบ่นจากรุ่นพี่ MG6 ว่าราคาแพงเกินสำหรับรถที่ไม่ใช่เจ้าตลาด ทำให้คราวนี้ MG เมืองไทยเอาตรงนี้มาปรับใช้ จนทำให้ราคา MG3 แทบจะถูกเหลือเชื่อ จนกินไปถึงระดับ Eco Car กันเลยทีเดียว โดยมีให้เลือก 4 รุ่นย่อยด้วยกัน ได้แก่

รุ่น C ราคา 479,000 บาท - ตัวถูกสุดเลย จะได้ล้อกระทะพร้อมฝาครอบ แต่ยังคงไว้ซึ่งออปชั่นความปลอดภัยที่มากกว่ารถค่ายอื่นๆในระดับเดียวกัน 

รุ่น D ราคา 509,000 - เพิ่มล้ออัลลอย 15 นิ้วเข้ามา แต่การตกแต่งภายในยังเหมือนรุ่น C ซึ่งดู Look Cheap สุดๆ

รุ่น X ราคา 559,000 - เพิ่มหลังคาซันรูฟเข้ามา ได้เบาะหนังเย็บด้ายแดง พวงมาลัยหุ้มหนัง ราคาถูกแบบนี้คาดว่าอาจจะเป็นหนึ่งในรุ่นขายดีของ MG3 เสียด้วย ถูกกว่า Toyota Yaris 1.2G ตัวท็อป และราคาเท่า Suzuki Swift ตัวรองท็อปแต่ออปชั่นเยอะกว่า คุ้มกันคุ้มสุดๆ

รุ่น Xross ราคา 595,000 - เพิ่มจากตัว X Hatchback ได้ชุดแต่งเพิ่มเติมให้หล่อขึ้น เปลี่ยนล้อใหม่แต่ตัดเดย์ไลท์ออก ภายในแต่งให้ดูดีขึ้น ยังคงมีออปชั่นความปลอดภัยเพียบ แต่ราคาถูกกว่าคู่แข่งตามเคย

   สรุปโดยรวม...คือ การมาของ MG3 ถือเป็นการนำบทเรียนจากการเปิดตัวรุ่นพี่ นำมาใช้ในการเปิดตัวรุ่นน้อง MG3 ซึ่งทำให้รู้เลยว่า CP เริ่มเอาจริงกับการทำตลาดในไทยมากขึ้น และคงต้องการยอดขายในเมืองไทยที่มากกว่านี้ ซึ่งก็ต้องขอชมที่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับตลาดเมืองไทย ที่เหลือก็คงเป็นการปรับปรุงรุ่นพี่ MG6 ใหม่ให้ดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น หลังจากถูกตำหนิในเรื่องการขับขี่ และคิดว่าการมาถึงของ MG3 น่าจะทำให้ MG ได้ยอดขายที่ดีกว่าเดิมไม่มากก็น้อยเลย ซึ่งถ้าดูจากกระแสตอบรับในโซเชียลก็ดูจะเริ่มหันเหมาหา MG ไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งคาดว่าถ้าศูนย์บริการเริ่มมากกว่านี้ เราก็จะได้เห็น MG เริ่มเข้ามามีที่ยืนในตลาดได้มากกว่าที่เป็นอยู่ และผู้เขียนยังหวังว่าจะได้เห็น MG เติบโตกว่าที่เป็นอยู่อีกต่อไปครับ 
   
    

  
  อยากติดตามข่าวสารรถใหม่ อัพเดตเร็วทันใจ คุยสารพัดเรื่องรถ 
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น