วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิจารณ์และทำความรู้จักกับ Mazda CX-5 : อเนกประสงค์ที่ขอหล่อแบบเก๋ง

   ดูเหมือนว่ากลุ่มตลาดที่กำลังเริ่มมาแรงสุดๆไม่ว่าจะเมืองไทยหรือตลาดโลกนั่นก็คือตลาดรถอเนกประสงค์ ที่กำลังเริ่มมาแรงเมื่อ 2-3 ปีนี้เอง คงจะเป็นเพราะความคุ้มค่าในตัวรถ ซึ่งเดี๋ยวนี้รถพวกนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นรถออฟโรด เดี๋ยวนี้รถเอสยูวีแบบออนโรดมีมากมายก่ายกอง ชนิดว่าขับโชว์หล่ออย่างเดียว และตัวรถที่มีความเหมือนรถเก๋งมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่นิยมรถแนวนี้กันมาก ไม่ว่าจะขนาดปานกลางหรือขนาดเล็กก็ตามครับ


   ในเรื่องนี้เราจะมากล่าวถึงหนึ่งรถในอเนกประสงค์ที่ผู้ซื้อกำลังให้ความสนใจอยู่ในช่วงนี้ รถอเนกประสงค์หน้าใหม่ที่มาแรงเกินใครด้วยหน้าตาสุดหล่อเร้าใจ พกพาเทคโนโลยีความทันสมัยตั้งแต่ตัวถัง เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังต่างๆ ของดีแบบนี้ซึ่งทำให้ยึดส่วนแบ่งยอดขายถึง 40% ในตลาดกลุ่มนี้ และรถคันนี้ไม่ใช่คันอื่นใด และจะไม่ใช่คันที่ไม่แปะป้าย Mazda CX-5 แน่นอนครับ





    หลายคนคงอยากถามว่า เจ้าหน้าใหม่อย่าง Mazda CX-5 คันนี้มันมีดีอะไรหนักหนาครับ? ผู้เล่นรายใหม่ที่เพิ่งใช้ฟลอร์เปิดตัวที่เซ็นทรัลเวิลด์เมื่อช่วงปลายๆปีที่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้เปิดจองกันล่วงหน้า ซึ่งแม้รถจะยังไม่เปิดตัวเลย ณ ตอนนั้น ก็ฟันยอดไป 1,500 กว่าคันแล้ว คงจะเป็นเพราะอานิสงส์หน้าตาที่มาดหล่อดูดี และเทคโนโลยี SKyActiv ที่ Mazda เริ่มโปรโมทผ่านเว็บ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งด้วยครับ อยากรู้เหมือนกันรถคันนี้มันมีดีและไม่ดีอะไรบ้าง


   เริ่มกันที่หน้าตาของรถก่อน ส่องดูภายนอก มันไม่ได้ต่างจากพี่ๆน้องๆที่ออกมาก่อนหน้านี้หรือหลังจากนี้ เพราะหน้าตาของรถคันนี้มากับแนวการออกแบบที่ Mazda ให้ชื่อมันว่า Kodo Design เอกลักษณ์การออกแบบที่มัดใจคนทั่วโลกมาแล้ว ด้วยกระจังหน้าสไตล์ 5 เหลี่ยม Signature Wing อันเป็นเอกลักษณ์สำหรับค่ายนี้ ซึ่งทำให้มันดูมีหน้าตาที่หล่อเหลาประดุจรถเก๋งกันเลยทีเดียวเชียวครับ เส้นสายที่โค้งมน มีการเล่นมุมโค้งเว้าในส่วนด้านข้างของตัวถัง เสริมด้วยการ์ดกันกระแทกสีดำด้านข้างทำให้มันดูสวยงามและบึกบึนด้วย โดยเฉพาะส่วนท้ายของรถที่ออกแบบไฟท้ายได้สวยงามและต่อเนื่องจากเส้นสายด้านหน้าและด้านข้าง ทำให้มันดูลงตัวและน่าใช้สมกับเป็นค่าย Mazda จริงๆครับ ยิ่งล้อแม็กขอบ 19 นิ้วเสริมเข้ากับตัวรถ ทำให้มันดูมีราศีแบบรถยุโรปเยอะเลย 


   ภายในนั้นออกแบบค่อนข้างจะสวนทางกับภายนอกที่สปอร์ตเต็มขั้น ซึ่งจะออกแนวเรียบง่ายอนุรักษณ์นิยมแค่ไม่ถึงกับเชยเกินไป เพราะมีการแฝงความสปอร์ตเข้าไปด้วยเหมือนกัน ซึ่งความเรียบง่ายก็ทำให้มันมองได้นานและดูใช้งานได้ง่าย พวงมาลัย Mazda ทรงสปอร์ต วงเดียวกับ Mazda 3/Mazda 6/Mazda 2 ใหม่ รับมาใช้ด้วย ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรครับ ภายในมาพร้อมฟังก์ชันหลายอย่างมากมาย ให้เราได้เลือกใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสัมผัสตรงกลางที่อาจเล็กไปนิด ขนาด 5.8 นิ้ว แต่ทำอะไรได้หลายหลาย แอร์อัตโนมัติแยกโซนซ้าย-ขวา Cruise Control โดยเฉพาะโดยท็อปที่ให้ลำโพงคุณภาพ BOSE ถึง 9 จุด ซึ้งจะดีกว่า JBL ของรถหรูบางค่ายหรือไม่ ดีกว่าอยู่แล้วมั้ง และก็มีออปชั่นสารพัดอย่างทั่วไปๆ อย่างปุ่มสตาร์ท อะไรอีกเยะแยะ ซึ่งขอไม่พล่ามเพราะจะยาวกว่านี้


    มาดูที่เครื่องยนต์ดีกว่า มีให้เลือก 3 ขุมพลัง แล้วแต่ความชอบและความต้องการ เครื่องเบนซิน SKYACTIV-G 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ถัดมาคือ เครื่องเบนซิน SKYACTIV-G 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 192 แรงม้าที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 256 นิวตัน-เมตรที่ 3,250 รอบต่อนาที และปิดท้ายด้วยเครื่องเครื่องดีเซล SKYACTIV-D 2.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้าที่ 4,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบต่อนาที ทุกเครื่องยนต์ส่งกำลังด้วยเกียร์ SKYACTIV-DRIVE อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมแมนนวลโหมด Activematic ซึ่ง Mazda ประกันว่า สร้างอัตราเร่งที่ดีเยี่ยม และประหยัดน้ำมัน ซึ่งรุ่นเครื่องยนต์เบนซินมีอัตราสิ้นเปลืองแค่ 16.4 กม./ลิตร ส่วนรุ่นดีเซลมีอัตราสิ้นเปลือง 18 กม./ลิตร ซึ่งอัตราสิ้นเปลืองเนี่ย ถ้าอยากเห็นเลขสวยๆละก็ มันก็ขึ้นอยู่กับการกดคันเร่งของผู้ขับขี่ด้วยนะครับ


   ระบบความปลอดภัยของรถถ้าดูๆแล้ว ผู้เขียนกล้าพูดเลยว่า มันนำหน้ารถอเนกประสงค์ค่ายอื่นเลยเพราะว่า ระบบความปลอดภัยที่มีค่ามากกว่าใครๆเขาอยู่ครับ ไล่ตั้งแต่ระบบปรับมุมลำแสงไฟหน้าอัตโนมัติตามการเลี้ยวของรถ AFS (Adaptive Front-lighting System) ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง-ด้านหน้า,ด้านข้างและม่านถุงลม กล้องมองหลัง ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC (Dynamic Stability Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยการออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA (Hill Launch Assist) ระบบควบคุมเกียร์ AAS (Active Adaptive Shift) ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS (Emergency Signal System) ระบบเตือนแรงดันลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitoring System) นอกนั้นก็มีอุปกรณ์มาตรฐานอย่างระบบเบรก 4W-ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA เข็มขัดนิรภัยเบาะนั่งคู่หน้า 3 จุด 2 ตำแหน่ง แบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ (Pretensioner & Load Limiter)  คานเหล็กเสริมกันกระแทกด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง และอย่างอื่นปลีกย่อยที่รถพวกนี้ควรมีครับ

   มาถึงที่ราคาของรถซึ่งดูตามป้ายราคาแล้ว อาจจะแพงกว่าคู่แข่งอย่าง CR-V พอสมควร แต่ด้วยหน้าตาและออปชั่นแล้ว อาจทำให้หลายคนยอมทุ่มกระเป๋าเพื่อซื้อมันได้ครับ โดยราคาเริ่มต้นที่รุ่น 2.0 C ราคา 1,200,000 บาท รุ่น 2.0 S ราคา 1,300,000 บาท รุ่น 2.5 S ราคา 1,440,000 บาท และ รุ่น XDL ราคา 1,670,000 บาทครับ ซึ่งถือว่าสมเหตุสมผลกับราคานี้ครับ 


    สรุปภาพรวมของรถคันนี้....ถือว่า Mazda ทำถูกต้องที่คัมแบ็กตลาดนี้อีกครั้ง หลังจากเลิกขาย Tribute มานานแสนนาน ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Ford Escape ฝาแฝดของ Tribute ยังขายของเก่าอยู่เลย สงสัยจะเป็นล็อตสุดท้ายเสียละมั้ง และการมาของ Mazda ที่ไม่ธรรมดา ด้วยการโชว์ตัวรถที่ Motor Show 2013 แล้วโปรโมทเทคโนโลยีสกายแอ็คทีฟให้ชาวไทยรู้จัก และมีการเปิดจองล่วงหน้าซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดีเยี่ยม จะเห็นได้ว่าคนไทยเดี๋ยวนี้ติดตามข่าวสารตามโลกออนไลน์มากขึ้น และทำให้คนเลิกมองแบรนด์ดังๆที่มีคนนิยมอย่าง Toyota Honda Isuzu อะไรพวกนี้  ซึ่งก็นับเป็นเรื่องดีเพราะทำให้มีการแข่งขันกันครับ ด้วยองค์ประกอบรวมที่ลงตัวแทบทั้งคัน หน้าตาที่หล่อประดุจเก๋ง และความสปอร์ตตามสไตล์มาสด้าซึ่งก็ทำให้ใครๆชอบและรักมันเต็มๆ บวกกับออปชั่นและความปลอดภัยที่มากกว่าเจ้าอื่นพอตัวอยู่ ทำให้เจ้าคันนี้ได้ทั้งความสดใหม่และจุดขายครับ 

และสิ่งที่หลายคนคาดหวังให้ CX-5 คันนี้มันทำได้อย่างคู่แข่งเบอร์หนึ่งอย่าง Honda CR-V ก็คือการรองรับ E85 คงจะเป็นเพราะการนำเข้าจากมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านเราเอง นำเข้าทั้งคัน ไม่มีการประกอบหรือเพิ่มเติม และ Mazda Thailand ก็ไม่ได้ยุ่งกับรถหลังจากเพื่อนบ้านเราส่งรถมาให้ เลยไม่ได้รองรับ E85 อันนี้ไม่ว่ากัน และขอบอกว่าตอนนี้โรงงานในมาเลย์ปรับกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งส่งผลต่อโควต้านำเข้าเมืองไทยด้วย โดยปกติยอดสั่งนำเข้าเดิมอยู่ที่ 600 คัน/เดือน แต่หลังจากโรงงานมาสด้ามาเลย์ปรับกำลังเข้าแล้ว ก็ส่งผลให้ไทยเราได้อานิสงส์การนำเข้ามาขายต่อเดือนอีกที่ 800-900 คัน/เดือน ถือเป็นเรื่องดีสำหรับลูกค้าที่น่าจะได้รถเร็วขึ้นกว่าเดิม ฉะนั้นใครกำลังมองหารถอเนกประสงค์แบบนี้อยู่ คันนี้แหละใช่เลย
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น