วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

First Meeting EP.6 Toyota Camry 2015 : จากคุณหนูผู้อ่อนหัด สู่การเป็นนักรบผู้ไม่อ่อนไหว


    ก่อนจะเริ่มเนื้อหาหลักๆของเรากันนะครับ ก่อนอื่นต้องขอพูดถึง Toyota Camry ตัวก่อนไมเนอร์เชนจ์เสียก่อน ซึ่งมันได้เปิดตัวตั้งแต่ปี 2012 ที่ผ่านมา ซึ่งแรกเริ่มนั้นดูเหมือนว่ามันจะดูสมบูรณ์แบบและเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง จนกระทั่งการมาถึงของ Honda Accord ใหม่ ซึ่งดูเพียบพร้อมไปด้วยออปชั่นมากมายหลายอย่าง และด้วยราคาที่ดูสมเหตุสมผล และสมกับออปชั่นที่ให้มา ทำให้ Honda Accord ผู้ไม่เคยประสบความสำเร็จ กลับมาเจิดจ้าบนเวทีได้แบบสง่าผ่าเผย ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จที่แบบนี้มาก่อนเลย

   นี่น่าจะเป็นการสอนมวยของ Honda ที่ดีให้กับ Toyota ซึ่งเปิดตัวรถมาแบบไม่ใส่อะไรเลย แบบว่าออปชั่นดีๆที่จำเป็นไปใส่ในรุ่นท็อปหมด และความอินดี้ของมันตอนนั้นก็คือ เป็น D-Segment รุ่นเดียวที่ยังมีถุงลมนิรภัย 4 ใบในรุ่นบนๆ นอกนั้นเป็นถุงลมนิรภัยคู่หน้า อย่างเดียว ตอนนั้นผมอยากจะตะโกนดังๆว่า "What the f--k รถ D-Segment -่าไรว้ามีถุงลมแค่ 4 ใบ อาย Ford Ranger มั้ย ตั้งแต่ที่ Accord เปิดตัวมา ผมไม่สนใจและไม่ค่อยจะใยดีกับ Camry เท่าไหร่นัก ยิ่ง Nissan เปิดตัว Teana มาก็ยิ่งเห็นความขี้เหนียวของ Toyota ที่ใส่ออปชั่นมาน้อยกว่าชาวบ้าน แต่กลับขายในราคาที่พอๆกับคู่แข่งหรือแพงกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็น Toyota แบรนด์ที่ทุกคนไว้ใจมานาน มันเลยยังพอมีบุญที่จะทำให้ขายได้เรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะ Accord ได้ แม้จะอัดโปรโมชั่นมากมายสารพัด ลดราคากันเป็นหลักแสน หรือแม้แต่การนำเอาพระเอกอย่าง ตุ้ย-ธีรภัทร์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ ก็ไม่ช่วยอะไรเลย



   และจากความคับแค้นใจและถูกแรงกดดันและแรงสับจากผู้ใช้ทั้งหลายและคนในโซเชียลที่สับและด่าจนเละพอๆกับหมูสับ อีกทั้งแรงกดดันที่บี้หัวจนแบน ทำให้ Toyota คงจะทนต่อไปไม่ได้ 3 ปีที่ครบรอบการทำตลาด อันถึงช่วงเวลาของการปรับโฉมกลางอายุตลาดหรือ Minor Change ค่าย Toyota จึงได้เวลาระบายความกดดันต่างๆนานาในครั้งนี้ ด้วยการเปิดตัว Toyota Camry รุ่น Minor Change

   Toyota เล่นเกมการตลาดด้วยการใช้คำโปรโมทว่า All-New ทั้งๆที่เป็นรุ่น Minor Change แต่แน่นอนว่าคนที่ตามข่าว Camry มาตลอดก็จะรู้ว่า มันคือการ Minor Change แต่ด้วยโฆษณาก็ทำให้ทั้งคนที่ติดตามข่าวและคนที่ไม่รู้เรื่องรถเลยต้องเหวอกันบ้างหละ อย่าลืมนะครับว่า Hyundai Elantra Minor Change ก็ใช้คำโปรโมทว่า All-New เหมือนกัน นอกจากนี้ยังลงทุนทำโฆษณาความยาว 15 วินาที ให้กับรถที่ทำเพียงแค่การ Minor Change ซึ่งต่างจากค่ายอื่นๆที่ส่วนใหญ่จะทำโฆษณาทีเซอร์ให้กับรุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่เท่านั้น

และที่ทำเอาผมงงติ๊บคือ Toyota ทำโฆษณาความยาว 45 วินาที ให้กับรถที่ Minor Change เท่านั้น เพราะแม้แต่ Toyota Vios หรือ Toyota Corolla Altis ไม่ก็ Yaris เปิดตัวโฉมใหม่ ทำโฆษณาแค่ 30 วินาทีเท่านั้น (อันที่จริงเคยมีครั้งหนึ่ง Toyota ทำโฆษณา 45 วินาทีและ 30 วินาที ให้กับ Vigo Champ ซึ่งรูปแบบโฆษณาจะต่างกันหน่อยนึง) และความโดดเด่นครั้งนี้คือ Toyota เล่นเอาพระเอกดังจาก The Wolverine อย่าง ฮิวจ์ แจ็คแมน มารับบทเป็นพรีเซนเตอร์สะท้อนภาพลักษณ์ให้กับ Camry ใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้พี่แกก็เคยร่วมงานกับ Toyota มาก่อนแล้ว ทั้งโฆษณา Toyota Crown ของญี่ปุ่น และ Toyota Corolla Levin ของประเทศจีน ซึ่งท่านสามารถหาชมได้ใน Youtube ซึ่งงานนี้หลายคนถึงกับออกปากว่า ภาพลักษณ์ของแจ็คแมนดูแข็งแกร่ง กล้ามโตๆ น่าจะไปเป็นพรีเซนเตอร์พวกรถกระบะเสียมากกว่า หรือบางคนถึงกับแซวว่า Camry ตัวใหม่คงจะฟันแทงไม่เข้า สมานแผลได้แบบ Wolverine หุหุ

   มาเริ่มกันนำเสนอตัวรถกันเลยทีเดียว หน้าตาของรถนั้น แน่นอนที่สุดว่ารถคันนี้ยังคงใช้ Theme การออกแบบของ Toyota ก็คือ Keen Look ทำให้หน้าตาของมันยังคงมาแนวเดียวกับรุ่นน้องทั้งหลายที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ หลายคนถึงกับแซวว่าหน้าตาเหมือน Vios ก็ไม่แปลกหรอกครับ พี่น้องร่วมบ้านเดียวกันก็ต้องเหมือนกันธรรมดา จะให้ไปคล้ายยี่ห้ออื่นก็แปลกประหลาดไปหน่อย หรือท่านอยากให้ Kodo Design มาอยู่ใน Camry ละครับ 555+



เริ่มต้นที่หน้าตาของตัวธรรมดากันก่อน ซึ่งมันมากับกระจังหน้าแบบโครเมียมธรรมดา แบบลายเส้นตรงขวาง และยัดไฟตัดหมอกไว้ตรงข้างในของกระจังหน้า ซึ่งมันออกจะแปลกประหลาดไปนิด แต่ผมเพิ่งค้นพบว่ามีค่ายหนึ่งที่ทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน ไม่เชื่อท่านผู้อ่านลอง Search หา Mercedes-Benz GLA-Class ครับ รู้เลย 

ในกระจังหน้ารุ่นไฮบริดจะออกแบบให้แตกต่างจากรุ่นธรรมดาสิ้นเชิง นอกจากจะได้ไฟหน้าแบบ LED พร้อม DRL แล้ว
ต่างจากไฟหน้ารุ่นธรรมดาจะเป็น HID Projector พร้อม DRL ท่านจะได้กระจังหน้าต่างกันด้วย โดยเป็นกระจังหน้าแบบที่ Toyota เรียกชื่อแบบเริดๆว่า Mesh Radiotor Grille ซึ่งผมก็อยากรู้ว่า มันจะตั้งชื่อเพื่อ....? ทั้งๆที่มันก็ไม่ใช่กระจังหน้าเทพประดุจพระเจ้าสามเหาอะไรแบบนั้น และอีกเรื่องที่คนไทยติกันก็คือไฟ DRL ที่ Toyota ใส่มาให้แค่ 4 เม็ด เลยถูกแซวว่าเป็น "DRL ขี้ตา" จนถึงกับว่ามีพี่ๆในวงการท่านหนึ่งบอกว่า "ยัด Daylight ใส่เพิ่มอีกข้างละ 6 ดวง ก็ไม่ทำให้บริษัทเจ๊งหรอกนะ" 



มาดูของทางฝั่งรุ่นตกแต่งสปอร์ตอย่างรุ่น Extremo ที่ตกแต่งให้สปอร์ตกว่าเดิมด้วยสเกิร์ตรอบคันและสปอยเลอร์ ซึ่งหลายคนคงจะบ่นอุบเรื่องกันชนหน้าตรงไอ้ชิ้นดำๆซึ่งมันดูระเกะระกะและดูรกสายตาเป็นที่สุด ว่ากันว่าแม้แต่คนใน Toyota ยังแอบด่าไอ้ติ่งกันชนนั่น แต่เมื่อผมไปสัมผัสของจริงแล้ว มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด ก็ยังพอรับได้บ้าง

เส้นสายตัวรถอย่างที่เห็นว่ามันมาแนวเรียบง่ายหรูหรา ซึ่งอาจจะดูเชยไม่เข้าตากรรมการ แต่ก็พอรับได้ ด้านท้ายนั้นมากับไฟท้ายใหม่แบบ LED และเส้นโครเมียมลากยาวต่อเนื่องเชื่อมกับไฟท้าย ซึ่งท้ายรถมันดูเหลี่ยมๆแข็งๆทื่อๆ ทำให้บางคนแซวว่า ท้ายเหมือนกล่องกระดาษทิชชู แต่โดยรวมแล้วก็ดูดีอยู่นะครับ

ล้ออัลลอยในรุ่นล่างสุด 2.0G จะเป็นแบบขนาด 16 นิ้วลายเดิม แต่สำหรับในรุ่นสูงขึ้นไปจากนั้นจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วลายใหม่ทั้งหมดแบบในรูป ส่วนในรุ่น Extremo ก็เปลี่ยนล้ออัลลอยลายใหม่เช่นกันครับ


   ภายในห้องโดยสารนั้น หลายคนแทบบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า "โบราณ เชย" แน่นอนหละว่าจุดๆนี้เป็นจุดที่ดีในการโจมตีจากแฟนคลับค่ายคู่แข่งได้ดีทีเดียวเลยละครับ คราวหนึ่งผมเคยบอกราคาค่ายคู่แข่งผิด แฟนคลับรีบมาเสนอเลยว่า ผมไม่เป็นกลาง . . . . . ผมนี่ ลมแทบจับเลย และอีกจุดที่ถูกโจมตีคือ การไม่มีหลังคาซันรูฟ ซึ่งค่ายคู่แข่งเขามีมาให้ อีกทั้งในตลาดโลกเขาก็ติดให้ สำหรับผม ผมมองว่าซันรูฟมันก็ไม่ได้จำเป็นนักหรอก มีซันรูฟแล้วเอาไปแลกสแตมป์เซเว่นได้หรือไง อยากได้กันหนักหนาขนาดนั้น


ห้องโดยสารของรถนั้นทุกรุ่นจะเป็นสีเบจทั้งหมด ยกเว้นตัว Extremo ดูผิวเผินเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ Toyota ได้ทำการปรับเปลี่ยนในส่วนแผงคอนโซลหน้าใหม่ เปลี่ยนทั้งปุ่มกด และจอใหม่ รวมทั้งแผงควบคุมปรับอากาศใหม่ ซึ่งมันอาจจะดูธรรมดาและเชยไม่ค่อยเข้าตาซักเท่าไหร่ แต่ก็พอใช้งานได้ ลายไม้ที่ติดมากับรถก็ถือว่ายังดูเข้ากับสีภายใน การประกอบภายในค่อนข้างทำได้ดีพอสมควร 



สิ่งที่อยากติอย่างหนึ่งก็คือ พวงมาลัย เพราะ มันยังใช้พวงมาลัยแบบเดิม ซึ่งผมว่ามันออกแบบได้เชยและไม่เข้าตาผมอย่างแรง แต่อย่างไรก็ตามเหมือนเช่นเคย มันก็ยังพอใช้งานได้ เว้นแต่ถ้าอยากได้พวงมาลัยสวยๆก็ไปเล่นรุ่น Extremo อีกหนึ่งจุดที่เปลี่ยนแปลงคือมาตรวัดองรถจากที่เคยทำออกมาแล้วดูธรรมดา มาคราวนี้ Toyota ได้จัดเต็มแสงสีมาตรวัดให้ดูดีกว่าเดิม และยังแถมจอ TFT ขนาด 4.2 นิ้วไว้ตรงกลางอีกด้วย ถือว่าครบครัน


อีกหนึ่งจุดที่นับว่าเป็นจุดขายสำคัญที่ Toyota ได้เพิ่มเข้ามาใหม่ นั่นก็คือที่ชาร์จไร้สาย หรือไวร์เรท ชาร์จเจอร์ ซึ่งติดตั้งอยู่ใกล้ๆกับฐานเกียร์ ถือว่าเป็นจุดขายใหม่ๆที่ไม่มีค่ายไหนทำมาก่อน โดยจุดขายตัวนี้มีมาทุกรุ่นย่อยครับ ซึ่งจะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมของมือถือแต่ละรุ่นด้วย เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางทุกรุ่นพร้อมปุ่มดันหลัง เบาะนั่งข้างคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ในตัวท็อปจะได้เบาะด้านหลังปรับเอนไฟฟ้าด้วย อีกของใหม่ซึ่งเป็นของเล่นที่มองไม่เห็นคือ ในตัวไฮบริดจะมีระบบกรองอากาศ Nanoe (นาโนอิ) ที่ปล่อยเทคโนโลยีที่สร้างโมเลกุลน้ำล้อมรอบประจุลบ ช่วยยับยั้งเชื้อโรค ขจัดกลิ่น
ถนอมผิวให้ชุ่มชื้น ทั่วทั้งห้องโดยสาร


ตรงกลางคอนโซลตั้งแต่รุ่น 2.0G Extremo เป็นต้นไปจะได้หน้อจอสัมผัสทุกรุ่นย่อย และจะมากับระบบเครื่องเสียงของ JBL GreenEdge 10 ตำแหน่ง ลำพังแค่ฟังชื่อก็แอบขนหัวลุกเพราะว่ารุ่นก่อนนั้น ลำโพงยี่ห้อนี้ก็เคยสร้างชื่อเสียเอาไว้ด้วย ข้ามมาดูที่หน้าจอสัมผัส ซึ่งมีระบบนำทางให้ทุกรุ่นย่อยที่มีจอ เชื่อมต่อได้สารพัดอย่าง รองรับ Bluetooth และยังรองรับระบบ Smart G-Book ของ Toyota ด้วย นอกจากนี้ก็มีช่องเชื่อมต่อ USB AUX VTR ซึ่งออปชั่นจะต่างกันแต่ละรุ่นย่อย


เบาะนั่งด้านหลังของ Toyota ก็มีระบบปรับอากาศด้านหลังมาให้นั่งตากแบบสบายอารมณ์ เบาะนั่งด้านหลังที่ว่ากันว่านั่งสบายสุดๆนั้น หลังจากที่ไปสัมผัสมาแล้ว ก็บอกได้เต็มปากว่า สบายจริงๆแหละครับ แบบชนิดที่ว่า ถ้าใครมีไว้ในครอบครอง แล้วไปนั่งเล่นตากแอร์ด้านหลัง คุณสามารถหลับได้สบายอารมณ์เลยหละครับ ผมไปนั่งมาผมยังอยากนั่งหลับตรงนั้นเลยครับ 555


   ด้านขุมพลังในตัวรถถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่งานนี้ Toyota ได้ทำการเปลี่ยนเครื่องในรุ่น 2.0 ใหม่ กลายเป็นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรใหม่รหัส 6AR-FSE VVT-iW แบบฉีดตรง D-4S ให้พละกำลังสูงสุด 167 แรงม้าที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 199 นิวตัน-เมตรที่ 4,600 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด รองรับถึง E20 เท่านั้น อีก ตัวหนึ่งก็คือเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร Dual VVT-i บล็อกเดิมที่มากับพละกำลัง 181 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 231 นิวตัน-เมตรที่ 4,100 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดเช่นกัน และเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร Hybrid ที่มากับพละกำลัง 160 แรงม้าที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตรที่ 4,500 รอบ/นาที ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร ชนิดนิกเกิลเมทัลไฮดราย มีกำลัง 105 kW รวมกำลังทั้งระบบ 205 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ E-CVT


     ในด้านระบบความปลอดภัยของรถนั้น หลังจากที่ผมเคยล้อเลียนว่า "D-Segment อะไรว้า ถุงลมแค่ 4 ใบ อาย Ford Ranger อาย Honda City/Jazz หรือเปล่า" งานนี้ Toyota เลยสารพัดออปชั่นจานใหญ่มหึมาที่หวังจะกระทืบคู่แข่ง ซึ่งหลายๆอันที่เอามาให้ ค่ายอื่นเขาก็มีกันแล้วหละ แต่บางคันก็ไม่มี เริ่มต้นด้วยระบบเบรก ABS EBD BA ระบบควบคุมการทรงตัว VSC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAC ( Hill Start Assist Control)  Sensor กะระยะการจอดด้านกันชนหน้า-กันชนหลัง ระบบช่วยเตือนในจุดอับสายตา BSM (Blind Spot Monitor) ระบบช่วยเตือนในขณะถอยรถ RCTA ( Rear Cross Traffic Alert ) สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ ESS ( Emergency Stop Signal) ระบบตัดน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อเกิดการพลิกคว่ำ ทั้งหมดนี้มีทุกรุ่นครับ 

ถุงลมนิรภัย 4 ใบในรุ่น 2.0 ลิตร นอกนั้นจะได้ถุงลมนิรภัย 7 ใบรอบคันทุกรุ่น กล้องมองภาพขณะถอยจอด(เฉพาะตัวที่มีจอ) ในรุ่นท็อปจะได้ระบบ Dynamic Radar Cruise Control ระบบไฟสูงอัตโนมัติ AHB ระบบเสริมความปลอดภัยก่อนการชน Pre-Crash System และระบบเตือนให้รักษาตำแหน่งรถในช่องทาง LDW (Lane Departure Warning) ถือว่าครบครันสุดๆกันไปเลย

   Toyota มีทางเลือกสำหรับ Camry Minor Change มาให้ถึง 6 รุ่นย่อยด้วยกัน ซึ่งก็มีดังนี้ครับ

รุ่น 2.0 G ราคา 1,319,000 บาท- เพิ่มจากเดิม 40,000 บาท รุ่นนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ขายดี โดยเฉพาะพวกกิจการโรงแรมที่เอาไปทำรถลีมุซีน ไม่ก็อูเบอร์แท็กซี่ รวมทั้งกลุ่มรถฟลีต รถในองค์กร ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ รุ่นนี้เหมาะเลย จริงๆแล้วอยากให้ติดจอสัมผัส ไม่จำเป็นต้องมีระบบนำทางก็ยังดี

รุ่น 2.0 G Extremo ราคา 1,429,000 บาท - รุ่นนี้แหละ น่าจะตัวขายดีเลย แต่ราคาเพิ่มแบบมหาโหด 70,000 บาทกันเลยทีเดียว แต่ว่าออปชั่นครบครัน มีของเล่นให้พร้อมสรรพ ชุดแต่งครบเครื่อง ถ้าลองไปเทียบกับ Accord 2.0 Navi ราคา 1,419,000 บาท เพิ่มอีกหมื่นเดียว คุณจะได้รถที่มีชุดแต่งครบเครื่อง ออปชั่นใช้ได้เลยทีเดียว ซึ่งถ้าผมเลือก Camry ซักรุ่น ผมก็จะเอาตัวนี้หละครับ แต่ติดที่ไม่มีตังค์

รุ่น 2.5 G ราคา 1,569,000 บาท - รุ่นนี้ถือว่าจัดออปชั่นสมเหตุสมผลสุดๆ คือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว แม้ว่าราคาจะเพิ่มขึ้นถึง 60,000 บาทจากตัวเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาถือว่าคุ้มราคาครับ

รุ่น 2.5 HV CD ราคา 1,679,000 บาท- รุ่นนี้จะเอามาเพื่อ... รุ่นสูงๆแบบนี้ยังทำเครื่องเล่น CD อีกหรือ

รุ่น 2.5 HV Navi ราคา 1,729,000 บาท - ตัวนี้น่าจะเป็นตัวที่คุ้มมากแล้วของรุ่นไฮบริด ซึ่งมีออปชั่นให้ครบใช้ได้พอสมควรเลย แต่ถ้าคุณอยากได้ครบแบบสุดๆละก็ไปที่รุ่น . . . .

รรุ่น 2.5 HV Premium ราคา 1,899,000 บาท ซึ่งออปชั่นครบเครื่องกันเลยทีเดียว กับการเพิ่มราคาจากเดิมราวๆ 20,000 บาท แต่ถือว่าคุ้มค่าราคาทีเดียว


   และอีกเรื่องคือ เรื่องสีของรถ ซึ่ง Toyota Camry Minor Change มีสีให้เลือก 7 สี มากับ 2 สีใหม่ได้แก่ Grayish Blue Mica Metallic และ Dark Brown Mica Metallic และยังมีสีAttitude Black Mica, Silver Metallic และ Gray Metallic ปิดท้ายด้วย 2 สีเฉพาะตัวสำหรับรุ่นไฮบริด White Pearl Crystal และ True Blue Mica Metallic แต่ที่ทำให้เราต้องงงคือในรุ่นปกตินั้น Toyota จะกั๊กสีขาวไว้เฉพาะตัว Extremo เท่านั้น เพื่อ........? คือ ตัวรถก็จัดเต็มมาได้เสียขนาดนี้ แต่กลับให้ผู้บริโภคที่มีสิทธิ์เลือกได้ใช้สีขาวในรุ่นธรรมดาเลยว่างั้น ผมนี่เงิบเลยครับ มีจุดประสงค์เพื่ออะไรกัน

   สรุปคือ...ผมต้องขอชม Toyota ที่นำเอาบทเรียนที่ได้รับจาก Honda มาปรับใช้ หลังจากที่กั๊กออปชั่นกันมานาน และกินกำไรกับรุ่นก่อนหน้านี้แบบเมามันส์กันเลยทีเดียว แต่การมาครั้งนี้เป็นเหมือนการปลดปล่อยความแค้นที่เก็บเอาไว้ ทำให้หลายคนต้องตะลึงกับออปชั่นต่างๆที่ Toyota ใส่มาให้ ในทางกลับกัน ก็ยังมีคนมาตำหนิหลายเรื่องไม่ว่าตัวรถที่ดูเรียบง่ายและดูโบราณไป ถึงกับออกปากว่ารุ่นนั้นรุ่นนี้สวยกว่า มันก็อาจจะถุกครับ แต่ในเมื่อเขาก็จัดเต็มแล้ว จะไม่ชมไม่อะไรเขาหน่อยเหรอครับ บางทีเปิดใจหน่อยก็น่าจะดีนะครับ ผมไม่ได้เข้าข้างแบรนด์ Toyota ครับ แต่ผมอยากให้ทุกคนเปิดใจ และปิดอคติกันบ้างนิดหน่อยเท่านั้นเอง สำหรับผมแล้วผมคิดว่า Toyota จัดเต็มครั้งนี้ ตาต่อไป Vios รุ่นปรับโฉมจะต้องจัดเต็มมาแน่ รวมทั้ง Yaris และ Altis ปรับโฉมอีก ก็ถือว่าเป็นหนึ่งบทเรียนที่ Toyota ทำการบ้านมาดี แม้จะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ก็มีให้ครบครัน แต่การที่จะเอาชนะและเป็นที่ 1 คงต้องดูกันต่อไป เพราะตอนนี้คนไทยที่มองรถแนวนี้เริ่มมีใจให้ Honda กันแทบหมดแล้ว มันเหมือนเป็นสิ่งที่ฝั่งใจไปแล้วว่ามันต้องดีกว่า Toyota แน่นอน ดังนั้นการที่ Toyota จะพยายามลบภาพเดิมๆที่คนมองได้ คงต้องพยายามกันหน่อยนึงซึ่งเวลาและอีกหลายปัจจัยจะเป็นตัวตัดสินเอง 

ซึ่งผมก็เปรียบตัวรถคันนี้ก่อนปรับโฉมว่าเป็นคุณหนูผู้อ่อนหัดที่รวยอย่างเดียว แต่ทำอะไรสู้ใครเขาไม่ได้ แต่กลับพลิกผันตัวเองกลายเป็นนักรบผู้ไม่อ่อนไหวและไม่ยอมใครง่ายๆ และพร้อมที่จะฝ่าฟันกับศัตรูรอบกายอย่างเต็มกำลัง สุดท้าย รักใคร ชอบใคร ชอบคันไหน ก็เลือกคันนั้นครับ...

  อยากติดตามข่าวสารรถใหม่ อัพเดตเร็วทันใจ คุยสารพัดเรื่องรถ 
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น