วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

มาดู 6 สิงห์กระบะ Full-Size Pick-Up ขวัญใจชาวอเมริกันดีกว่า

 ถ้าพูดถึงกระบะประเภทหนึ่งที่คนไทยหลายคนคงจะชอบและถูกใจกับมัน และไม่ใช่กระบะแบบที่ขายในบ้านเราตอนนี้ นั่นก็คือ 'Full-Size Pick-Up' มันทั้งใหญ่กว่า บึกบึนกว่าและเท่กว่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยหลายคนที่อิจฉาตาร้อนประเทศเพื่อนบ้านเอามากๆที่รถเหล่านี้มีวิ่งกันเต็มบ้านเต็มเมือง และแน่นอนคนไทยหลายคนก็อยากให้มันเอาเข้ามาขายในไทยโดยดีลเลอร์ ซึ่งคงจะเป็นไปได้ยาก เพราะกำแพงภาษีบ้านเรา ซึ่งก็มีบางเจ้านำเข้ามาขายในราคาระดับ 2 ล้านปลายๆ-4 ล้านกลางๆ กันเลยทีเดียว ราคาขนาดนี้ ต้องคนใจรักเท่านั้น และต้องมีเงินเติมน้ำมัน (เตรียมรับมือกับอัตราสิ้นเปลืองโหดๆได้เลยเพราะรถมันใหญ่) ซึ่งบางคนก็คิดว่าราคาแบบนี้ไปเล่น Mercedes-Benz หรือ BMW ดีกว่ามั้ย ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนอะนะครับ..



   ฉะนั้นแล้ว ผมเลยอยากจะรวบรวมข้อมูลของกระบะ Full-Size Pick-Up ทั้ง 6 คันที่วางขายในอเมริกา ที่เชื่อว่าหลายคนต้องถูกอกถูกใจกับรถเหล่านี้แน่นอน เพราะแต่ละคันต่างมีหน้าตาที่หล่อเหลา คมเข้ม ในสไตล์ของตัวเอง และมีความเทพในแบบที่แตกต่างกัน ใครชอบแบบไหนก็สมัครเป็น FC เลยครับ

Ford F-150
   คันนี้อยากจะยกให้เป็นพระเอกของรถกลุ่มนี้เลยก็ได้ครับ เพราะด้วยโลโก้แบรนด์ Ford ที่แสดงถึงความแข็งแกร่งและน่าจะถูกใจผู้บริโภคหลายคนด้วย และแน่นอนถ้าพูดถึงกระบะคันใหญ่ๆแนวนี้ จะขาดชื่อของ Ford F-150 ไม่ได้แน่นอนครับ และแน่นอนในตลาดอเมริกา เจ้า Ford รุ่นนี้ถือว่าเป็นขาใหญ่และเจ้าตลาดของรถกลุ่มนี้ด้วย

  Ford F-150 ใหม่ยังคงความสำคัญด้วยการเป็นกระบะแข็งแกร่งทนทาน มีความสามารถมาก หน้าตาของรถถอดแบบมาจาก Ford Atlas Concept ที่เผยโฉมเมื่อปีที่แล้ว ลดความหวือหวาลงหน่อย ปรับหน้าให้ซอฟท์ลง แต่ยังคงความแข็งแกร่งเหมือนรุ่นพี่ใหญ่ๆในตระกูล F-Series ไฟหน้า LED ล้ำอนาคต มากับเส้นสายที่แข็งแกร่ง ทรงกระจกด้านข้างเล่นระดับ ด้านท้ายรถที่มีเหลี่ยมสันแฝงด้วยความโฉบเฉี่ยวด้วยสปอยเลอร์หลังในตัว โดยรวมถือว่าหล่อเท่สมาร์ทมากๆ ถูกใจใครๆหลายคนแน่นอน

   ใน Ford F-150 รุ่นใหม่นี้ ไฮไลต์เด็ดก็คือการรีดน้ำหนักตัวรถลงอย่างไม่น่าเชื่อ ทีมวิศวกรนำเหล็กกล้าที่ถูกพัฒนาใหม่ให้มีน้ำหนักเบา แต่มีความแกร่งมากขึ้น และนำเอาเหล็กโบรอน อะลูมิเนียม มาใช้มากขึ้นกว่าเดิม เบ็ดเสร็จหลังจากเข้าคอร์สก็ลดไปได้ถึง 317 กก. ทีเดียวครับ
  
   ด้านขุมพลังนั้น ก็ได้รับการเปลี่ยนขุมพลังใหม่ ยังคงเป็นเครื่องบล็อกโต ลูกสูบเยอะตามสไตล์อเมริกันชนตามเคย 
- เครื่องเบนซิน 2.7  EcoBoost ลิตร 6 สูบ มากับพละกำลัง 325 แรงม้าที่ 5,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 375 ปอนด์-ฟุตที่ 3,000 รอบ/นาที

- เครื่องยนต์เบนซิน 3.5 ลิตร EcoBoost 6 สูบ มากับพละกำลัง 365 แรงม้าที่ 5,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 ปอนด์-ฟุตที่ 2,500 รอบ/นาที

- เครื่อง เบนซิน 6 สูบ ไร้ระบบอัดอากาศขนาด 3.5 ลิตร มากับพละกำลัง 285 แรงม้าที่ 6,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 253 ปอนด์-ฟุตที่ 4,250 รอบ/นาที

- และแรงกันสุดๆ กับเครื่องยนต์เบนซิน แบบ 8 สูบ Ti-VCT ขนาด 5.0 ลิตร พละกำลัง 385 แรงม้าที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 387 ปอนด์-ฟุตที่ 3,750 รอบ/นาที


   สำหรับระบบความปลอดภัยของรถนั้น Ford ก็จัดมาเต็มที่เดียว ตั้งแต่ระบบ Inflatable Safety Belts เข็มขัดนิรภัยที่ติดตั้งถุงลมใช้งานกับผู้โดยสารที่เบาะหลัง Adaptive Cruise Control ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติสามารถตั้งความเร็ว และระยะห่างจากรถคันหน้าได้ โดยระบบจะคำนวณระยะห่างและเวลาระหว่างรถ เพื่อให้ผู้ขับขี่รักษาระยะที่ปลอดภัย Lane Keeping System ป้องกันการขับขี่ออกนอกเลน Blind Spot Information System เตือนเมื่อมียานพาหนะอยู่ในมุมอับสายตา รวมถึงระบบช่วยออกตัวบนทางชัน Hill Start Assist

   Ford F-150 วางขายในอเมริกาในราคาเริ่มต้นที่ 25,800 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 869,000 บาทไทย) จนถึง 51,350 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,728,750 บาทไทย)

 ที่มา Wikipedia / newcar2thai / Ford 
 
Toyota Tundra   
   มาถึงคันที่สองกันแล้วครับ และเป็นคันที่เห็นในประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างบ่อย จนบางคนคิดว่านี่คือ Hilux ของประเทศเพื่อนบ้าน แต่ที่จริงมันคนละคันกันครับ

หน้าตาของ Toyota Tundra ได้รับการออกแบบให้ดูแข็งแกร่ง สมบุกสมบันพอๆกับขนาดของตัวรถ มันมากับกระจังหน้าขนาดใหญ่โตสะใจได้อีกๆ พร้อมไฟหน้าที่ออกแบบให้เข้ากับตัวรถ พร้อมออกแบบกันชนหน้าให้ดูแข็งแกร่งสอดรับกับกระจังหน้ารถ ทำให้มันดูหล่อเหลาทีเดียว ส่วนกระบะท้ายก็ได้รับการออกแบบให้ใหญ่โต รองรับการบรรทุกได้อย่างดีเยี่ยม โดยรวมนั้นถือว่ามันหล่อโดนใจใครๆหลายคนทีเดียว


    ว่ากันด้วยขนาดตัวรถ Tundra โดยมันมีให้เลือก 2 แบบตัวถังด้วยกัน ได้แก่ แบบ 4 ประตู ซึ่งมีความยาว 5,791 มิลลิเมตร กว้าง 2,006 มิลลิเมตร และสูง 1,930 มิลลิเมตร ฐานล้อกว้างถึง 3,683 มิลลิเมตร และแบบ 2 ประตูซึ่งมีขนาดรถสั้นกว่า โดยมีความยาว 5,308 มิลลิเมตร แต่มีความกว้างกับสูงเท่ากัน ตัวรถมีน้ำหนักประมาณ 2,041 กิโลกรัม

    ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้ดูแข็งแกร่งเหมือนภายใน ซึ่งมองแล้วแอบนึกถึงภายในของ Ford F-150 รุ่นที่แล้วเลยละครับ แต่ยังไงก็ตามวิศวกรก็ได้รังสรรค์ภายในห้องโดยสารที่หรูหราโอ่อ่ากว้างขวาง นั่งสบาย พร้อมวัสดุคุณภาพสูงรอบคันรถ สิ่งอำนวยความสะดวกก็จัดเต็มตั้งแต่ ระบบปรับอากาศแยกซ้ายขวาอิสระ, เบาะนั่งดีไซน์โอบรับพอดี, พวงมาลัย, หน้าจอแสดงผลขนาด 6.2 นิ้วพร้อมระบบ Entune ช่วยให้การใช้งานต่าง ๆ ภายในรถง่ายขึ้น สามารถสั่งการบลูทูธ, วิทยุดาวเทียม รวมถึงไอพอดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยังติดตั้งชุดลำโพง JBL ระบบอุ่นเบาะหน้า ระบบนำทาง และชุดรับคำสั่งเสียงอีกด้วย


     สำหรับขุมพลังนั้น ขึ้นชื่อว่ารถใหญ่ๆก็ต้องมีขุมพลังที่ใหญ่โต โดยเจ้า Tundra นั้นมากับขุมพลังที่ให้เลือก 3 แบบด้วยกัน อันได้แก่

- เครื่องยนต์ V6 DOHC 4,000 ซีซี ให้กำลัง 270 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดพร้อมระบบทดกำลังขณะขึ้นและลงเขา มีอัตราสิ้นเปลืองที่ 7 กม./ลิตร จากการทดสอบโดยกรมทางหลวง สหรัฐฯ

- เครื่องยนต์ V8 DOHC ขนาด 4,600 ซีซี ให้กำลัง 310 แรงม้า มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติไฟฟ้า 5 สปีด มีอัตราสิ้นเปลืองที่ 6.8 กม./ลิตร 

- และรุ่นเครื่องยนต์แรงที่สุดคือ เครื่องยนต์ V8 DOHC i-Force ขนาด 5,700 ซีซีให้กำลัง 381 แรงม้า สามารถเติมน้ำมันผสมเอทานอลได้ด้วย จึงทำให้ประหยัดกว่าเดิม จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติไฟฟ้า 6 สปีดเช่นกัน มีอัตราสิ้นเปลืองที่ 6.8 กม./ลิตร

   ระบบช่วงล่างได้รับการปรับปรุงใหม่โดยอาศัยการปรับแต่งเพื่อให้รองรับแรงกระแทก ได้จากพื้นผิวทุกรูปแบบ พวงมาลัยไฮโดรริกแบบแร็คแอนด์พีเนียน ซึ่งปรับแต่งให้สามารถควบคุมรถได้ดังใจมากขึ้นทั้งโค้งความเร็วต่ำ และนิ่งสุด ๆ เมื่อความเร็วสูง


  
   ด้านระบบความปลอดภัยจัดเต็มตั้งแต่ดิสเบรกขนาด 4 ล้อ ระบบเบรกแบบต่าง ๆ ทั้ง ABS, EBD และ BA พร้อมทั้งมั่นใจบนพื้นโคลนหรือพื้นเปียกด้วย Auto-LSD ที่ควบคุมล้อขณะเร่งความเร็วสูงป้องกันอาการล้อฟรีได้ และระบบการทรงตัวแบบ VSC ที่ปรับแต่งพิเศษด้วย Traction Control เพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถทุกสภาพถนนได้มาก พร้อมถุงลนิรภัย 8 จุด และได้รับคะแนนทดสอบการชนสูงสุดจากสถาบันทดสอบการชน IIHS แห่งสหรัฐฯ อีกด้วย

   Toyota Tundra มีค่าตัวดังต่อไปนี้ครับ โดยราคานี้ ยังไม่รวมภาษีนะครับท่าน แบ่งการจำหน่ายเป็นรุ่น Regular Cab กระบะ 2 ประตู ราคา เริ่มต้น 25,455 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 796,000 บาท), รุ่น Double Cab กระบะ 4 ประตู เริ่มต้น 27,665 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 865,000 บาท) และรุ่นสูงสุด CrewMax เริ่มต้น 30,635 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 958,000 บาท)


ขอบคุณข้อมูลจาก car.kapook.com/view68371.html 
และภาพประกอบจากเว็บ autoblog.com  



Chevrolet Silverado / GMC Sierra
     มาถึงทีของสายพันธุ์มะกันคันนี้กันแล้วครับผม ซึ่งก็เป็นหนึ่งในรถที่ใครๆหลายคนเห็นแล้วต้องชอบและหลงรักแน่นอน ด้วยโลโก้แบรนด์ Chevrolet โบว์ไทน์สีทอง แค่เห็นโลโก้นี้ในอเมริกา ก็แสดงถึงความเป็นอเมริกันแล้วครับ และยิ่งเป็นชื่อ Silverado แล้ว ก็ยิ่งการันตีถึงความยิ่งใหญ่บนท้องถนนได้เลย

   ซึ่งในโฉมล่าสุด ที่เปิดขายเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งฝาแฝดอย่าง GMC Sierra ซึ่งมันก็ยังได้รับการออกแบบตามแนวของโฉมก่อนๆ คือ มันจะมากับหน้าตาทรงเหลี่ยม ไฟหน้าเหลี่ยม และกระจังหน้าสองชั้นทรงเหลี่ยม และกันชนโครเมียมทั้งชิ้นที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของตัวรถได้เป็นอย่างดี ส่วน GMC ก็เปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ขนาดใหญ่ที่ดูแข็งแกร่งกว่าเดิม พร้อมกันชนโครเมียมเสริมความเท่เหมือน Chevrolet เลย


และความไม่ธรรมดาของรถ 2 คันนี้ คือ มันจะมีขนาดตัวถังให้เลือก 3 แบบด้วยกัน ได้แก่ 1500 ที่จะดูเป็นกระบะธรรมดาแต่ก็ใหญ่อยู่ดี ตามด้วยรุ่น 2500 HD ที่จะยกตัวถังให้สูงขึ้นและเปลี่ยนกระจกมองข้างให้เท่กว่าเดิม ปิดท้ายด้วยรุ่น 3500 HD พี่เบิ้มที่จะมาขนาดเท่า 2500 เลย แต่ความเทพของมันคือมันจะมาในกับล้อสไตล์รถบรรทุก และเท่กว่าใครด้วยล้อที่กระบะหลัง ข้างละ 2 ล้อ กลายเป็นกระบะ 6 ล้อเลยละครับ

  ภายในห้องโดยสารก็ได้รับการออกแบบให้แข็งแกร่ง บึกบัน มีแต่ความเหลี่ยม แต่ก็ยังสอดแทรกความทันสมัยในห้องโดยสาร และวัดสุคุณภาพสูง ซึ่งภายในก็มีระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ครบครัน ระบบควบคุมเครื่องเสียงแบบ Chevrolet MyLink connectivity, หน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้วเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานและปิดท้ายด้วยเครื่องเสียงจาก Bose ระบบ  navigation system (ระบบนำทางแบบใหม่) และระบบเครื่องเสียงและเครื่องเล่นภาพยนตร์แบบ  BluRay/DVD player


   สำหรับขุมพลังของรถ 2 คันนี้มีให้เลือกหลายแบบด้วยกันครับ ไล่ตั้งแต่
- เครื่องยนต์เบนซิน 4.3 ลิตร 6 สูบ GM EcoTec3 มากับพละกำลัง 285 แรงม้าที่ 5,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 414 นิวตัน-เมตรที่ 3,900 รอบ/นาที

- เครื่องยนต์เบนซิน 5.3 ลิตร 8 สูบ GM EcoTec3 มากับพละกำลัง 355 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 519 นิวตัน-เมตรที่ 4,100 รอบ/นาที

- เครื่องยนต์เบนซิน 6.2 ลิตร 8 สูบ GM EcoTec3 มากับพละกำลัง 420 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 624 นิวตัน-เมตรที่ 4,100 รอบ/นาที

ส่วนในรุ่นใหญ่ๆอย่างตระกูล 2500 และ 3500 HD จะใช้ขุมพลังดังนี้ครับ
- เครื่องยนต์เบนซิน 6.0 ลิตร 8 สูบ LY6 Vortec มากับพละกำลัง 360 แรงม้าที่ 5,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 515 นิวตัน-เมตรที่ 4,400 รอบ/นาที  

- เครื่องยนต์ดีเซล 6.6 ลิตร 8 สูบ Duramax มากับพละกำลัง 397 แรงม้าที่ 3,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 1,037 นิวตัน-เมตรที่ 1,600 รอบ/นาที


   ส่วนระบบความปลอดภัยของรถก็มีระบบช่วยเหลือต่างๆมากมาย ได้แก่ ระบบช่วยจอดด้านหลัง ระบบ driver alert package (ช่วยเตือนผู้ขับขณะขับรถ) และ ระบบ integrated trailer brake controller สำหรับช่วยในการเบรคกระชั้นชิด เป็นต้

สำหรับราคาค่าตัวก็จะมีค่าตัวเริ่มต้นราวๆ 26,170 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 880,118 บาทไทย)ส่วน GMC Sierra จะมีราคาเริ่มต้นที่ 28,255 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 950,238 บาท)

ที่มา Wikipedia / 9carthai


Dodge Ram 
Ram 1500
    อีกหนึ่งค่ายรถสายพันธุ์อเมริกัน ที่ซึ่งทำกระบะขนาดใหญ่ๆ และในโฉมปัจจุบันนี้ ทางค่ายต้องการแยกภาพลักษณ์ให้รถคันนี้เป็นสายพันธุ์กระบะล้วนๆ เลยให้เรียกมันสั้นๆเลยว่า "Ram" ซะเลยครับ ซึ่งเจ้ากระบะ Ram คันนี้ก็สร้างชื่อเสียงและเป็นกระบะขวัญใจชาวอเมริกามานานมากแล้ว ไม่แพ้คู่แข่งสัญชาติเดียวกันอย่าง GM หรือ Ford เลย

Ram 2500
   ซึ่งมันก็ยังเดินตามแนวทางคล้ายๆกระบะ Full-Size รุ่นอื่นๆ คือ จะมากับกระจังหน้าโครเมียมขนาดใหญ่โต และกันชนหน้าแบบโครเมียมที่ช่วยเพิ่มราศีของรถได้มากทีเดียว และแน่นอนว่ารถกระบะ Full-Size รายนี้ ยังมีขนาดตัวถังให้เลือกหลายรูปแบบเหมือนรถในเครือ GM  คือ รุ่น 1500 จะเป็นตัวถังขนาดปกติ ตามด้วยรุ่น 2500 ที่จะยกตัวถังให้สูงขึ้นอีกนิด และกระบะท้ายที่ใหญ่ขึ้นอีกหน่อย และรุ่น 3500 ที่มาแบบในมาดรถ 6 ล้อ นอกจากนี้ยังมี Chassis Cab ให้เลือกด้วย

Ram 3500
    ภายในห้องโดยสารนั้นมาพร้อมความแข็งแกร่งและหรูหราไม่แพ้ค่ายอื่นๆเลย ตกแต่งภายในด้วยวัดสุคุณภาพสูง มาพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ Uconnect infotainment และแผงสวิตช์ควบคุมอุปกรณ์ภายในพร้อมจอแสดงผลบนมาตรวัดขนาด 3.5 นิ้ว

   สำหรับขุมพลังของรถนั้นก็มีให้เลือกหลายแบบด้วยกันครับ เริ่มที่รุ่น 1500
-  เครื่องยนต์เบนซิน 3.6 ลิตร Pentastar V6 พละกำลัง 305 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 365 นิวตัน-เมตร

-  เครื่องยนต์เบนซิน 5.7 ลิตร Hemi V8 พละกำลัง 395 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 560 นิวตัน-เมตร

-  เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร EcoDiesel V6 พละกำลัง 240 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 570 นิวตัน-เมตร

-  เครื่องยนต์เบนซิน 3.6 ลิตร Pentastar V6 พละกำลัง 305 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 365 นิวตัน-เมตร

รุ่น 2500 / 3500
-  เครื่องยนต์เบนซิน 5.7 ลิตร Hemi V8 พละกำลัง 383 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 540 นิวตัน-เมตร

-  เครื่องยนต์ดีเซล 6.7 ลิตร Cummins Diesel I6พละกำลัง 350 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 890 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด
   เครื่องยนต์ดีเซล 6.7 ลิตร Cummins Diesel I6 พละกำลัง 370 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,100 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

-  เครื่องยนต์ดีเซล 6.7 ลิตร Cummins Diesel I6 พละกำลัง 385 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,173 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Aisin ASC69RC 

รุ่น Chassis
-  เครื่องยนต์เบนซิน 5.7 ลิตร (เฉพาะตัว 3500) Hemi V8 พละกำลัง 383 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 540 นิวตัน-เมตร

-  เครื่องยนต์ดีเซล 6.7 ลิตร Cummins Diesel I6 พละกำลัง 320 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 880 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด
   เครื่องยนต์ดีเซล 6.7 ลิตร Cummins Diesel I6 พละกำลัง 325 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,020 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Aisin AS69RC 

   สำหรับราคาค่าตัวของ Ram นั้นจะมีราคาเริ่มต้นในรุ่นล่างๆ ราวๆ 25,410 เหรียญสหรัฐ (ราวๆ 818,724 บาทไทย) ในรุ่น 1500 ตามด้วยรุ่น 2500 จะมีราคาเริ่มที่ 30,685 เหรียญสหรัฐ (ราวๆ 1,036,990 บาทไทย) รุ่น 3500 ราคาเริ่มที่ 31,410 เหรียญสหรัฐ (ราวๆ 1,061,491 บาทไทย) และรุ่น Chassis ราคาเริ่มต้นที่ 32,195 เหรียญสหรัฐ (ราวๆ 1,088,020 บาทไทย)

ที่มา Wikipedia Ramtrucks

Nissan Titan
   All-New Nissan Titan XD ใหม่ถือเป็นกระบะฟูลไซด์ขนาดใหญ่ยักษ์ ซึ่งทาง Nissan กล้าพูดเลยครับว่า นี่คือกระบะอเมริกันเพื่อคนอเมริกันอย่างแท้จริง ซึ่งตัวรถได้รับกาออก แบบในแคลิฟอร์เนีย ตามด้วยการพัฒนางานวิศวกรรมที่มิชิแกน ผ่านการทดสอบที่อะริโซน่า และผลิตที่มิซซิปซิปี้ที่ ซึ่งได้เครื่องยนต์มาจากโรงงานอินเดียน่าและเทนเนซซี่

    หลายคนอาจจะคิดว่า ชื่อ Titan มันจะไม่ไปคล้องกับ Triton หรอกหรือ แหม..ท่านผู้อ่านครับ ถ้าลองมาสะกดกันจริงๆนั้น Triton จะอ่านว่า ไทรทัน เป็นกระบะของ Mitsubishi ที่ จำหน่ายทั่วโลกแต่รู้สึกจะไม่มีขายในอเมริกานะครับ ส่วน Titan อ่านว่า ไททัน แม้เสียงจะเหมือนกันก็เถอะ แต่สองคันนี้ ขนาดคนละเรื่อง แถมเจาะกลุ่มตลาดต่างกันด้วย เพราะฉะนั้นชาวอเมริกันคงไม่สับสนเรื่องนี้หรอก แต่คนไทยจะพาสับสนนี่แหละ
   
   หน้าตาของรถนั้นมาแนวที่บึกบึนและดูแข็งแกร่ง กระจังหน้าพร้อมไฟหน้าขนาดใหญ่ที่มีดวงไฟ Projector และ DRL สอดไส้อยู่ กันชนหน้ารถแลได้รับอิทธิพลจาก Ford F-150 นิดหน่อย เส้นสายตัวถังด้านข้างนั้นยังคงมีกลิ่นอายจากตัวเดิมอยู่ ด้านท้ายได้รับการออกแบบให้มีสปอยเลอร์ติดเหมือน NP300 Navara อาจจะมีกลิ่นอายจาก F-150 ติดเข้ามานิดๆ



   ภายในห้องโดยสารมาพร้อมความหรูหราและดูแข็งแรงมีเหลี่ยมสัน แม้อาจจะไม่ดุเท่า Ford แต่เรื่องความหรูนี่ Nissan ถือว่ายอดเยี่ยมเลยทีเดียวเชียว และดูจากรูปก็รู้เลยว่ามันยังคงมากับจอสัมผัสสหกรณ์ตรงกลาง รวมทั้งปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศก็มีเค้าโครงเดิมติดมานิดหน่อย ฟีเจอร์เด็ดๆในห้องโดยสารนั้นก็มีระบบจอมองหลังที่สามารถส่องไปถึงหัวลากจูง ท้ายได้ กล้อง Around View Monitor แบบตรวจจับวัตถุได้, มีระบบเช็คไฟกระบะท้าย ไล่ตั้งแต่สัญญาณไฟเลี้ยว ไฟเบรก ไฟส่องสว่างและติดตั้งระบบเตือนจุดบอดด้วยเซ็นเซอร์เรดาร์

  ด้านเครื่องยนต์นั้น Nissan วางเครื่องยนต์ดีเซล 5.0 ลิตร V8 Cummins มาพร้อมพละกำลัง 310 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 760 นิวตัน-เมตร การันตีความเทพด้วยพละกำลังการลากจูงมากถึง 12,000 ปอนด์กันเลยทีเดียว 

 -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

และทั้งหมดนี้ก็คือ 6 กระบะ Full-Size Pick-Up สุดหล่อที่จำหน่ายในอเมริกา และที่ทำให้คนไทยอิจฉานก็เพราะ รถเหล่านี้มันชอบมาวิ่งอวดแถวๆแถบประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าคนไทยก็อยากให้ค่ายรถทั้งหลายเอามาขายบ้าง ซึ่งก็คงเป็นไปได้ตอนชาติหน้าตอนบ่ายๆนี่ละครับแหม่...

แต่ถ้าอยากได้จริงๆก็ต้องสั่งนำเข้ามา กำเงินก้อน 3-5 ล้านเป็นอย่างต่ำได้เลยครับผม
 


มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

1 ความคิดเห็น: