วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

All-New Audi A4 โฉมใหม่ที่ดูยังไงก็คล้ายรุ่นเดิมเลย

  หลังจากที่วิ่งทดสอบปิดสัดส่วน ปิดหน้าตาไม่ให้ใครเห็นกันซะนานเลย และตอนนี้ Audi ก็พร้อมแล้วสำหรับการเผยโฉมหน้าของ All-New Audi A4 แต่เมื่อดูหน้าตาของมัน หลายคนถึงกับต้องหันกลับมาดูรุ่นปัจจุบันอีกที แล้วเทียบกัน เอ๊ะ! ทำไมมันเหมือนรุ่นเดิมจังเลย มันแค่ Minor Change หรือเปล่า



   แน่นอนว่านี่ก็เป็นอุปนิสัยของค่ายสี่ห่วงที่ชอบออกแบบรถไม่ให้ต่างจากรุ่นเดิมมาก เพื่อรักษาเอกลักษณ์เอาไว้ แต่นี่ก็ดูเหมือนจะรักษาเกิ๊นนนนน เพราะมันเหมือนกับ Audi A4 รุ่นปัจจุบันมากจนบางคนถึงกับคิดว่า ถ้าบอกว่าเป็นแค่รุ่น Minor Change ยังจะต้องหาจุดแตกต่างเลยว่า มันเปลี่ยนตรงไหน แต่อย่างไรก็ตาม Audi ก็คงไม่สนใจ เพราะเชื่อว่ายังไงรถคันนี้มีอะไรที่มากกว่าภายนอกที่ดูธรรมดาแน่นอน


   ด้านหน้าของรถนั้นได้รับการออกแบบไฟหน้าใหม่ที่เฉียบคมกว่าเดิม พร้อมกระจังหน้า 6 เหลี่ยมที่ดูมีเหลี่ยมสันขึ้นกว่าเดิม ออกแบบหน้าตาให้ดูเรียบง่ายและมองได้นาน ไม่เบื่อ เส้นสายของตัวรถได้อิทธิพลจากรุ่นเดิมแทบจะทั้งดุ้น แต่ปรับเส้นสายตัวรถให้แลดูมีมิติมากกว่าเดิม ด้านท้ายก็ออกแบบไฟท้ายใหม่ให้ดูทันสมัยกว่าเดิม 

   All-New Audi A4 ได้รับการหั่นน้ำหนักลงจากรุ่นเดิม 120 กก. โดยในรุ่นต่ำสุด 1.4 TFSI จะมีน้ำหนักแค่ 1,320 กก. มีสัดส่วนตัวถังยาว 4.73 เมตร กว้าง 1.84 เมตร และสูง 1.43 เมตร และมากับฐานล้อยาว 2.82 เมตร สรุปคือตัวรถใหญ่ขึ้นแทบทุกมิติ แต่ก็มากับน้ำหนักที่เบากว่าเดิม เพื่อการขับขี่ที่ดีกว่าเดิม

   ภายในห้องโดยสารน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของค่ายเลย เพราะไม่เหลือเค้ารอยของรุ่นเดิมเลย ไฮไลต์เด็ดก็คือชุดมาตรวัดใหม่ที่ใช้แบบจอสี TFT แทนเข็มธรรมดา เหมือนที่ใช้ใน Audi R8 และ Audi Q7 โฉมใหม่ ออกแบบภายในให้ดูทันสมัย และใช้วัสดุชั้นเยี่ยม มากับหน้าจอตรงกลางขนาดใหญ่ 8.3 นิ้วพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ MMI Navigation Plus รองรับการเชื่อมต่อทั้ง iOS และ Andriod ช่วยให้ลูกค้าสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่าย LTE ความเร็วสูง และยังมีหน้าจอด้านหลัง 10.1 นิ้ว พร้อมระบบเครื่องเสียง Bang & Olufsen


   ความกว้างสบายในห้องโดยสารนั้น Audi ได้ยืดพื้นที่ Legroom ขึ้นอีก 23 มม. และยังเพิ่มความรื่นรมย์ให้กับผู้โดยสารด้วยไฟ LED ในห้องโดยสารได้ถึง 30 สี สำหรับรุ่น Avant สามารถจุของด้านท้ายได้มากกว่ารุ่นเดิม 15 ลิตร โดยสามารถจุได้ 505 ลิตร และเมื่อพับเบาะแถวสอง (ซึ่งสามารถพับได้ในอัตราส่วน 40:20:40) ลงไป ก็จะมีพื้นที่จุมากขึ้นเป็น 1,510 ลิตร


  สำหรับขุมพลังของรถนั้นก็จะมีให้เลือกทั้งดีเซลและเบนซิน
- เครื่องยนต์เบนซิน 1.4 TFSI พละกำลัง 150 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร

- เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 TFSI พละกำลัง 190 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 320
นิวตัน-เมตร และพละกำลัง 252 แรงม้า PS แรงบิด 370 นิวตัน-เมตร

- เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 TDI พละกำลัง 150 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 320
นิวตัน-เมตร และพละกำลัง 190 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร
 
- เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 TDI พละกำลัง 218 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร และพละกำลัง 272 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 600
นิวตัน-เมตร

   นอกจากนั้นแล้วในเวอร์ชั่น Audi A4 Avant ยังมีเวอร์ชั่น G-Tron มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร พละกำลัง 170 แรงม้า พร้อมถังก๊าซ CNG ความจุ 19 กก. แรงดัน 200 บาร์ สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 500 กม. เมื่อ CNG หมดก็สามารถวิ่งต่อด้วยน้ำมันอีกด้วยระยะทางสูงสุด 450 กม.

  รุ่นเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล 4 สูบทั้งหลาย จะส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดลูกใหม่ที่น้ำหนักเบากว่าเดิม 16 กก. ทุกรุ่น (ยกเว้นเครื่อง TDI รุ่นสูงๆ) จะส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติคลัตซ์คู่ 7 สปีด S-Tronic ลูกใหม่ล่าสุดเช่นกัน ในขณะที่รุ่นเครื่องดีเซล 3.0 ลิตรจะได้เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Tiptronic ที่ได้รับการปรังปรุงใหม่

   All-New Audi A4 จะเริ่มวางขายในยุโรปช่วงฤดูใบไม้ร่วงราวๆปลายปีนี้ ส่วนเมืองไทยเราคาดว่าน่าจะได้สัมผัสในปีหน้าครับ

ที่มาภาพ Carscoops และข้อมูลจาก Worldcarfans



มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น