วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ว่าด้วยเรื่องการ Downsizing การลดความจุเครื่องยนต์ : กระแสที่หลายค่ายเค้าทำตามๆกัน

  หากพูดถึงเทรนด์หรือกระแสนิยมทางด้านวิศวกรรมที่มีความนิยมในค่ายรถฝั่งยุโรปในช่วง 2-3 ปีมานี้คงจะหนีไม่พ้นในเรื่อง การลดขนาดความจุเครื่องยนต์ หรือที่เรียกกันว่า การ Downsizing ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่ายรถฝั่งยุโรปและอีกหลายๆที่เริ่มพัฒนาและคิดค้นเพื่อนำมาใส่ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆนั่นเอง


   หากเรามองดูเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้านี้ หลายท่านคงจะสังเกตว่าหลายๆค่ายเริ่มที่จะคิดลดขนาดความจุเครื่องยนต์ลงไป แต่กลับติดเทอร์โบเข้าไปเพื่อให้พละกำลังแรงกว่าเดิม ยกตัวอย่างเครื่องยนต์ที่ประจำการในตัวแรงเมอร์เซเดส-เบนซ์ตัวจิ๊ดในตระกูล AMG ทั้งหลายที่พ่วงท้ายด้วย 63 AMG แต่ก่อนรหัสนี้จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6.3 ลิตร 8 สูบ แบบหายใจเอง แต่ด้วยไอเสียที่มากและกินน้ำมัน ทำให้ค่ายนี้ต้องคิดพัฒนาเครื่องยนต์ให้เล็กลง เลยกลายเป็นว่าเปลี่ยนมาใช้เครื่อง 5.5 ลิตร V8 ทวินเทอร์โบแทน ลดขนาดเครื่องยนต์แต่ได้ความแรงที่มากกว่า และการที่ความจุลดลง ก็น่าจะส่งผลต่ออัตราสิ้นเปลืองของรถด้วยไม่มากก็น้อยครับ แม้เครื่องอาจจะไม่ดิบไม่ได้อรรถรสแบบความจุเยอะๆ ลูกสูบเพียบก็ตามทีเถอะ
  


   เหมือนกับค่ายใบพัดฟ้าขาวครับ BMW 528i ที่แต่เดิมนั้นเคยใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร 6 สูบ พละกำลัง 245 แรงม้า เครื่องโต และยังมี 6 สูบอีก ซดน้ำมันเป็นว่าเล่นแน่ๆ ดังนั้น BMW จึงปรับเครื่องยนต์ใหม่ให้เป็นเครื่องยนต๋เบนซินขนาด 2.0 ลิตร ถือว่าความจุเล็กกว่า D-Segment รุ่นท็อปบ้านเราครับ แต่เครื่องตัวนี้ติดตั้งทวินพาวเวอร์เทอร์โบ และมากับลูกสูบแค่ 4 สูบเท่านั้น แต่พกพาพละกำลัง 245 แรงม้าเท่าเครื่องเก่าเลย (มาเมืองไทยตอนแรงม้าเหลือ 218 แรงม้า ด้วยเหตุเรื่องราคาและภาษีต่างๆนานา) ใครเคยคิดบ้างว่า เค้าทำไปทำไมกัน? ลดขนาดความจุแล้วได้อะไร แล้วดียังไง
   
   เนื่องด้วยกฎหมายเรื่องมลพิษในแถบยุโรปเริ่มเข้มกันมากขึ้น ยุโรปเค้าใช้ EURO6 กันแล้ว ไทยเรา EURO5 ยังไม่จริงจังกันเลยครับ แน่นอนในต่างประเทศ ในเรื่องไอเสียและมลพิษเป็นเรื่องสำคัญมากในรถแต่ละรุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อภาษีรถยนต์ด้วยครับ ดังนั้นแต่ละค่ายรถยนต์ซึ่งประเดิมด้วยฝั่งยุโรปก่อนที่คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ขนาดเล็กลง แต่สมรรถนะมากกว่าเก่า ซึ่งพวกเขาได้ประเดิมใช้ในรถซิตี้คาร์ แน่นอนที่เรารู้จักกันดีก็คือ ค่าย Ford ที่พัฒนาเครื่องยนต์อีโค่บูสต์ 1.0 ลิตร แต่สมรรถนะเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตรเลยทีเดียว ซึ่งหลายค่ายที่พัฒนาเครื่องยนต์ให้เล็กลง และติดเทอร์โบเพื่อให้มีพละกำลังมากขึ้น โดยใช้แนวคิดแบบรถระดับซูเปอร์คาร์ เพียงแต่เป็นเครื่องเล็กเท่านั้นเองครับ และแน่นอนเครื่องตัวนี้ถูกบรรจุใน Fiesta Focus และ EcoSport ในตลาดโลกแล้วครับ




 

   แม้แต่ค่ายสปอร์ตดังๆในเยอรมันก็ยังมีแผนที่จะพัฒนาเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ลูกสูบลดลง เพื่อผ่านมาตรฐานไอเสียของฝั่งยุโรปที่เข้มจัด อย่าง Porsche ก็มีแผนที่จะทำเครื่องยนต์ 4 สูบมาใส่ใน Cayman หรือ Boxster รวมไปถึง 911 ด้วย แต่ประสิทธิภาพเครื่องยนต์นั้นพอๆกับ V6 เลยครับ
   
   ข้อดีของเครื่องเล็กติดหอยก็มีอยู่ก็คือ ระบบเทอร์โบแปรผันนั้นสามารถเรียกกำลังได้ตั้งแต่รอบต่ำ ในขณะที่เครื่องยนต์ธรรมดาจะต้องอาศัยการอัดอากาศที่นานแต่เทอร์โบจะเข้ามา ช่วยเรื่องอัดอากาศทำให้รถออกตัวได้เร็วและแรงกว่าเครื่องยนต์ธรรมดาที่ต้อง ใช้เวลาพอสมควรกว่าแรงจะมาเต็มๆ

    ใช่ว่ากระแสเครื่องยนต์ขนาดเล็กลงจะนิยมแต่รถเก๋ง รถสปอร์ตนะครับ เพราะรถกระบะเริ่มซึมซับอิทธิพลนี้มาแล้ว ซึ่งในกระบะหลายรุ่นก็เริ่มใช้เครื่องยนต์ที่มีความจุน้อยลงแต่พละกำลังมากขึ้น ซึ่งในอนาคตอันใกล้เราจะได้เห็นกระบะเครื่องยนต์พิกัด 2.3-2.8 ลิตร แต่พกพาพละกำลังระดับ 200 แรงม้า (พละกำลังขนาดนี้น่าจะเป็นภาระของเครื่องยนต์ 3.0-3.2 ลิตรมากกว่าครับ) และเราก็คงจะได้เห็นกระบะเครื่องยนต์พิกัด 1.9 ลิตรเทอร์โบก็เป็นได้นะครับ

     ทั้งหมดที่กล่าวมาก็คือกระแสเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่กำลังจะกลายเป็นเทรนด์ที่นิยมทำในค่ายรถยุโรปและกำลังลามไปยังดินแดนแถบละตินอเมริกา รวมถึงแถบเอเชียด้วยครับ อย่าลืมรถญี่ปุ่นเราก็กำลังพัฒนาเครื่องยนต์แนวนี้อยู่ อย่าง Honda ที่กำลังพัฒนาเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ บรรจุใน Civic Type-R อะไรเช่นนี้ครับ ดังนั้นเราก็ต้องมาติดตามกันว่ากระแสการ Downsizing จะเป็นยังไงต่อไป แต่ที่สำคัญกว่าคือรถพลังงานไฟฟ้าและพลังไฮโดรเจนซึ่งกำลังพัฒนาโดย Toyota ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตามองเหมือนกันครับ
แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็น และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่!!
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น