วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เปิดตัว MG6 อย่างเป็นทางการในไทยเรียบร้อย ผู้เล่นรายใหม่ที่ราคาแรงไปนะ!

   และแล้วรอคอยก็สิ้นสุดลงเมื่อวันนี้ 19 มิ.ย. ที่เมืองไทยได้บัญญัติยี่ห้อใหม่ในสายการผลิตเมืองไทยอีก 1 ยี่ห้อ นั่นก็คือ MG ค่ายรถอังกฤษที่ตกอยู่ในมือของ SAIC แห่งแดนมังกร ที่มีแผนมาผลิตรถในไทยตั้งแต่ปีที่แล้วโน่นแน่ และในปีนี้ MG ก็พร้อมแล้วที่จะวางขายรถใหม่ในไทยอย่างเป็นทางการ ด้วยการประเดิมเปิดตัวรถใหม่คันแรกคือ MG6 นั่นเอง

   เราเคยเห็น MG6 คันเป็นๆกันแล้วทีนำมาโชว์ตัวที่งาน BKK Motor Show 2014 ที่จัดเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งรถกลุ่มนั้นเป็นรถที่ประกอบสดๆร้อนๆจากโรงงานระยอง ซึ่งหลังจากไปสัมผัสนั้น ตัวรถก็ถือว่าใช้ได้ การประกอบค่อนข้างเนี้ยบ ดีกว่ารถญี่ปุ่นบางยี่ห้อเสียอีก แต่หลายคนอาจจะยังกลัวค่ายนี้ ด้วยชื่อเสียงเรียงนามของ แค่ได้ยินว่า SAIC ก็รู้แล้วมันคือรถจีน เอ๊ะ ไม่ถูกสิ มันคือรถอังกฤษที่ตกอยู่ในอุ้งมือของพี่จีนนั่นเอง แต่ทาง CP และ SAIC ก็ยังแอ๊บ โปรโมทรถโน่นนั่นนู่นนี่ว่า เทคโนโลยีอังกฤษ ยังงั้นยังงี้สารพัด ยอมรับมาเถอะว่ารถคันนี้ก็มีเชื้อเสินเจิ้นอยู่ไม่น้อยครับ

    คุณธนากร เสรีบุรี รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรม เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด กล่าวว่า "ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ในที่สุดบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี และเอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เดินหน้าสู่ความสำเร็จอีกก้าวหนึ่ง กับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการสู่ตลาดรถยนต์ของเมืองไทย ของรถยนต์ยี่ห้อเอ็มจี สำหรับผมแล้ว การเปิดตัวเอ็มจี 6 ในวันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวประวัติศาสตร์ของเราที่ต้องจดจำ หลังจากที่เราได้ทำการฉลองรถยนต์เอ็มจี 6 คันแรกจากสายการผลิตประเทศไทยไปแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งหลายท่านได้มีโอกาสไปร่วมเป็นสักขีพยานดังกล่าวด้วย ในวันนั้นผมเชื่อเหลือเกินว่าท่านผู้มีเกียรติและท่านสื่อมวลชน คงได้ประจักษ์ถึงศักยภาพแล้วว่า เราเอาจริง ทั้งเรื่องการลงทุนระยะยาว การผลิต คุณภาพและบริการของรถยนต์เอ็มจี ทุกอย่างต้องได้มาตรฐานและตอบสนองความพอใจของผู้บริโภคให้ดีที่สุด ซึ่งถือเป็นหัวใจในการทำธุรกิจของเรา"

   มาไล่ดูที่หน้าตารถกัน หน้าตาของรถถือว่าออกแบบดูดีใช้ได้เทียบชั้นรถยุโรป ด้วยการออกแบบโดยวิศวกรชาวอังกฤษ เส้นสายตัวรถที่โค้งมนสวยงามถือว่าดึงดูดสายตาใครได้หลายคน เริ่มจากไฟหน้ารถที่มาแบบ Projector แบบ Halogen พร้อมไฟท้ายแบบ Matrix LED ในรุ่น D และ X Turbo ของทั้งสองแบบตัวถัง  Sedan และ Fastback จะติดตั้ง Sunroof มาให้ด้วย ล้ออัลลอยมีให้ตามรุ่นย่อย ตั้งแต่ 16-17 นิ้ว โดยรวมก็ถือว่าโอเคครับ ด้วยตัวถังที่ใหญ่สุดในตลาด C-Segment ด้วยกัน ผู้เขียนขอนำมาเทียบกับ Toyota Corolla Altis นะครับ ตัวถังมีสัดส่วนยาว 4,648 มม. (ยาวกว่า Altis 28 มม.) กว้าง 1,827 มม. (กว้างกว่า Altis 52 มม.) สูง 1,467 มม. (สูงกว่า Altis 7 มม.) ฐานล้อยาว 2,705 มม. (ยากกว่า Altis 5 มม.) ใหญ่กว่าทุกสัดส่วนเลยครับ ฉะนั้นรถคันนี้มันจะก้ำกึ่งระหว่าง C และ D-Segment เลยเรียก CD-Segment แล้วกัน

   ภายในนั้นถือว่าออกแบบได้ดีพอสมควร แต่ก็ดูเชยๆไปนิดนึง การประกอบค่อนข้างโอเคพอสมควร มีลูกเล่นต่างๆมาให้พอสมควร หน้าจอแสดงผลข้อมูลอัจฉริยะกลางคอนโซล เบรกมือไฟฟ้า พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันพร้อมสวิตซ์ควบคุมต่างๆในทุกรุ่น และทีเด่นคือปุ่มสตาร์ท One Pust Start มีมาให้ทุกรุ่น เบาะนั่งด้านหลังปรับพับแบบ 60 : 40 ทุกรุ่นติดตั้งเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกอิสระซ้าย-ขวา และ แอร์ด้านหลัง ตั้งแต่รุ่น 1.8 D ขึ้นไป นอกจากนี้ในรุ่นเทอร์โบทุกรุ่นจะติดตั้ง Paddle Shift และ Cruise Control มาให้ด้วย

   ด้านเครื่องยนต์นั้นมีขุมพลังให้เลือก 2 แบบ ทุกรุ่นติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร มีให้เลือกแบบธรรมดา เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร DVVT มากับพละกำลัง 134 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 170 นิวตัน-เมตรที่ 4,500 รอบ/นาที และแบบเทอร์โบ เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร Turbo TCI มากับพละกำลังเทียบเครื่อง 2.0 ลิตร มากับพละกำลัง 161 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 215 นิวตัน-เมตรที่ 2,000-4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ Dual Clutch 6 สปีด รองรับเชื้อเพลิงถึง E20 ครับ

   ระบบความปลอดภัยนั้นก็มีมาให้พอสมควร ระบบป้องกันล้อล็อก ABS และ ระบบกระจายแรงเบรก EBD เฉพาะรุ่นที่มี Turbo จะได้ระบบเสริมแรงเบรก EBA ระบบควบคุมการทรงตัว ESP ระบบป้องกันการลื่นไถลเมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน MSR ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและป้องกันการลื่นไถล TCS ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS ระบบตรวจสอบแรงดันยางรถยนต์อัจฉริยะ ITPMS ถุงลมนิรภัยคู่หน้าและด้านข้าง (เฉพาะ 1.8 X Turbo Sunroof ทั้งสองตัวถัง)

   ด้านราคานั้นถือว่า MG ใจกล้ามากที่เปิดตัวราคาค่อนข้างสูง แต่พอดูจากออปชั่นต่างๆและขนาดก็ถือว่าสมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน บวกกับรุ่นสูงๆติดเทอร์โบ และอานิสงค์ตัวถังใหญ่กว่าใครเขาด้วย ทำให้ราคาก็ยังพอรับได้บ้าง โดยราคามีดังนี้ครับ
MG6 Sedan
1.8 C DCT ราคา 848,000 บาท
1.8 D DCT ราคา 898,000 บาท
1.8 D Sunroof DCT ราคา 918,000 บาท

1.8 X Turbo DCT ราคา 1,098,000 บาท
1.8 X Turbo DCT ราคา 1,118,000 บาท

MG6 Fastback 
1.8 D Turbo ราคา 968,000 บาท
1.8 D Turbo Sunroof ราคา 988,000 บาท
1.8 X Turbo ราคา 1,108,000 บาท
1.8 X Turbo Sunroof ราคา 1,128,000 บาท

     
   ในส่วนบริการหลังการขายนั้น ข้อเสนอเริ่มต้นมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน MG Roadside Assistance, บริการช่วยเหลือที่จุดบริการ MG Mobile Service และรับประกันคุณภาพ 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร ศูนย์กระจายอะไหล่ Parts Distribution Center ตั้งอยู่ที่ถนนบางนา-ตราด กม. 19 บนพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร สามารถจัดเก็บอะไหล่ที่มีความแตกต่างกันได้มากกว่า 2,500 ชนิด ที่พร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วประเทศไทยตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ศูนย์บริการและศูนย์ฝึกอบรมของเอ็มจี หรือ MG Service Center and Training Center ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนอ่อนนุช ได้ก่อตั้งเป็นที่เรียบร้อย และเปิดดำเนินการแล้วเช่นกัน

    ทางค่ายตั้งเป้ายอดขายในช่วงที่เหลือของปีนี้ 2,000 คัน  โดยมีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 30 รายทั่วประเทศพร้อมทำตลาดได้ในปีนี้ เบื้องต้นมีตัวแทนจำหน่าย 9 แห่งให้บริการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ส่วนอีก 16 แห่งจะเปิดให้บริการในเดือนสิงหาคม 2557 


   ต้องมารอดูว่าราคาที่ค่อนข้างสูงเหมือนกัน กับการเป็นค่ายน้องใหม่ในตลาด มีจะมาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจากรถตระกูล C-Segment ในบ้านเราทั้งหลายที่แต่ละค่ายมีความแข่งแกร่งกันเหลือเกิน สุดท้ายนี้ก็ต้องมาดูว่ามันจะรุ่งหรือเหลวในเมืองไทยครับ MG จะสามารถฝ่าด่านป้อมปราการสุดโหด จาก Toyota Honda หรือจะเป็น Mazda และค่ายอื่นๆทั้งหลาย รอชมกันต่อไปครับ



 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น